posttoday
ปปช.ลับมีดเชือด สะเทือนการเมือง

ปปช.ลับมีดเชือด สะเทือนการเมือง

18 พฤษภาคม 2558

เป็นเรื่องที่ไม่ธรรมดาจริงๆ สำหรับมติของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)

โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เป็นเรื่องที่ไม่ธรรมดาจริงๆ สำหรับมติของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เมื่อวันที่ 14 พ.ค.ที่ผ่านมา เนื่องจากได้มีมติแจ้งข้อกล่าวหากับอดีตผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองของพรรคการเมืองใหญ่ถึง 3 คดีในวันเดียวกัน

แม้จะเป็นเพียงการแจ้งข้อกล่าวหาและเข้าสู่ขั้นตอนให้ผู้ถูกกล่าวหาได้สิทธิมาชี้แจงแก้ข้อกล่าวหากับ ป.ป.ช. แต่ก็ไม่ต่างกับการมีมีดปักหลัง ถึงจะยังถูกแทงไม่ลึกแต่ก็เจ็บอยู่ไม่น้อย

สำหรับ 3 คดีที่ว่านั้นมีสาระสำคัญดังนี้

1.คดีการจ่ายเงินเยียวยาแก่ผู้ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมทางการเมือง พ.ศ. 2548-2553 : คดีนี้มีผู้ถูกกล่าวหาชื่อ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยรัฐมนตรีขณะนั้นรวม 34 คน

สาเหตุที่ทำให้ ป.ป.ช.แจ้งข้อกล่าวหา เนื่องจากเห็นว่าการใช้งบประมาณจากเงินงบกลางในรายการสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น จำนวน 2,000 ล้านบาท มาดำเนินการและออกหลักเกณฑ์และอัตราการเยียวยาขึ้นใหม่ ไม่สามารถกระทำได้เพราะไม่มีกฎหมายรองรับ จึงเป็นการละเว้นไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2502 ก่อให้เกิดความเสียหายทางการเงินการคลัง 1,921,061,629.46 บาท

2.คดีการก่อสร้างอาคารที่ทำการสถานีตำรวจทดแทน 396 แห่ง : ป.ป.ช.ได้แจ้งข้อกล่าวหากับ “สุเทพ เทือกสุบรรณ” อดีตรองนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ว่ามีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 จากกรณีที่ไปลงนามเปลี่ยนแปลงวิธีการจัดซื้อจัดจ้างมาเป็นการดำเนินการที่ส่วนกลาง ทำให้มีผู้รับจ้างเพียงรายเดียว จนไม่สามารถก่อสร้างได้เสร็จ ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายต่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติและทางราชการอย่างร้ายแรง

3.คดีการดำเนินธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 3จี : คดีดังกล่าวเป็นกรณีของการถอดถอนออกจากตำแหน่ง ซึ่งป.ป.ช.ได้แจ้งข้อกล่าวหาแก่ “จุติ ไกรฤกษ์” เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เพราะเห็นว่าการดำเนินการสัญญาร่วมดำเนินการธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 3จี ระหว่างบริษัท กสท โทรคมนาคม กับบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น และสัญญาระหว่างบริษัท ทีโอที กับกลุ่มบริษัท เอสแอล คอนซอเตียม มีความเร่งรีบในการนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 28 ธ.ค. 2553

จาก 3 คดีที่ ป.ป.ช.เปิดออกมา นับว่าได้สร้างความขวัญผวาให้กับฝ่ายการเมืองไม่น้อย เพราะเป็นกรณีที่บิ๊กการเมืองของสองพรรคการเมืองใหญ่โดนดีพร้อมกันภายใต้บรรยากาศของการรัฐประหาร

ไม่มีใครรู้เจตนาที่แท้จริงของ ป.ป.ช.ว่าทำไมถึงแจ้งข้อกล่าวหาแก่นักการเมืองใหญ่พร้อมกันถึง 3 คดีรวด เพราะแต่ละคดีดังกล่าวเป็นเรื่องที่ค้างอยู่ในสารบบของ ป.ป.ช.มานานพอสมควร

แต่ถึงกระนั้น ในด้านหนึ่งย่อมมองได้ว่า ป.ป.ช.เองก็หวังผลในทางการเมืองไม่มากก็น้อย โดยเฉพาะการทำให้สาธารณะเห็นว่า ป.ป.ช.ไม่ได้มีสองมาตรฐานที่ดำเนินคดีเฉพาะกับนักการเมืองในกลุ่มของพรรคเพื่อไทยเพียงอย่างเดียว

ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่าที่ผ่านมา ป.ป.ช.ได้เผชิญกับแรงกดดันครั้งใหญ่ ภายหลังถูกตั้งข้อสังเกตว่าทำไมถึงไต่สวนคดีโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ได้ค่อนข้างรวดเร็ว ผิดกับคดีโครงการประกันราคาข้าวของรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ยังไม่ค่อยมีความคืบหน้ามากนัก ดังนั้น การแจ้งข้อกล่าวหา 3 คดีดังกล่าวน่าจะช่วยลดกระแสกดดันลงไปได้บ้าง

ขณะเดียวกัน อีกเหตุผลหนึ่งที่น่าจะเป็นปัจจัยให้ ป.ป.ช.ดำเนินการ 3 คดีรวด คือ วาระของกรรมการ ป.ป.ช.บางคนที่กำลังหมดวาระลง

ก่อนหน้านี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพิ่งมีคำสั่งหัวหน้า คสช.ต่ออายุ “ปานเทพ กล้าณรงค์ราญ” ประธาน ป.ป.ช. แต่ก็เป็นแค่การต่ออายุระยะสั้นถึงวันที่ 21 ก.ย. 2558 เท่านั้น จากเดิมที่ต้องพ้นจากตำแหน่งในวันที่ 22 พ.ค. 2558

เท่ากับว่า เมื่อถึงเดือน ก.ย.ปีนี้ ประธาน ป.ป.ช. พร้อมด้วยกรรมการอีก 4 คน ได้แก่ “วิชา มหาคุณ” “วิชัย วิวิตเสวี” “ประสาท พงษ์ศิวาภัย” และ “ภักดี โพธิศิริ” ต้องพ้นจากตำแหน่งหลังจากดำรงตำแหน่งมาครบ 9 ปี

ด้วยเหตุผลนี้เอง ป.ป.ช.จำเป็นต้องเร่งสะสางคดีใหญ่ๆ ให้ได้มากที่สุด เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาสุญญากาศในการไต่สวนคดีในช่วงเปลี่ยนผ่านของ ป.ป.ช.

ขณะเดียวกัน ผลของการแจ้งข้อกล่าวหา 3 คดีนี้น่าจะกลายเป็นสัญญาณที่แสดงให้เห็นว่ามีโอกาสที่จะได้เห็นการเชือดทุกกลุ่มการเมืองแบบนิ่มๆ ครั้งใหญ่เร็วๆ นี้

เริ่มแรกหวยอาจไปออกที่คดีการถอดถอนอดีต สส.พรรคร่วมรัฐบาล 249 คนในคดีการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มา สว.โดยมิชอบ ซึ่ง ป.ป.ช.เตรียมส่งให้ สนช.ในสัปดาห์หน้า

หากสัญญาณของการล้างการเมืองใหม่เริ่มมีความเข้มข้นและชัดเจนมากขึ้นทางเดียว ก็เป็นไปได้ที่ สนช.ลงมติถอดถอน เพื่อปิดโอกาสไม่ให้กลับมามีอำนาจได้อีก

จากนั้นอาจต่อด้วยการเชือดแม่ทัพคนสำคัญของพรรคประชาธิปัตย์ผ่านคดีอาญาที่อยู่ใน ป.ป.ช. ซึ่งล้วนเป็นคดีทุจริตในสมัยที่ตัวเองเป็นรัฐบาล เพื่อไม่ให้ ป.ป.ช.เจอกับแรงกดดันเรื่องสองมาตรฐาน

ดังนั้น การขยับของ ป.ป.ช.เที่ยวนี้ กำลังจะสร้างแรงสะเทือนให้กับการเมืองครั้งสำคัญแบบห้ามกะพริบตา

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท