
ศึกแย่งชิงพื้นที่สาธารณะ สินค้า/บริการสาธารณะ กับการยกระดับการพัฒนาของประเทศ
โดย...ผศ.ดร.สันติ ชัยศรีสวัสดิ์สุข
โดย...ผศ.ดร.สันติ ชัยศรีสวัสดิ์สุข
ข่าวคราวเรื่องราวเกี่ยวกับอุบัติเหตุรถยนต์ชนรถจักรยานจนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตและก่อให้เกิดข้อโต้เถียงกันอย่างกว้างขวางในสังคมไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสังคมหรือชุมชนกรุงเทพฯ (ซึ่งเป็นเมืองขนาดใหญ่) รวมทั้งการเรียกร้องให้เกิดการใช้พื้นที่เพื่อประโยชน์ต่อสาธารณะแทนการใช้เพื่อประโยชน์ทางธุรกิจ ในด้านหนึ่งเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายที่กำลังเกิดขึ้นในสังคมไทย ที่จะต้องพยายามเรียนรู้และกำหนดเป็นกฎเกณฑ์ของสังคมที่จะเป็นที่ยอมรับกันโดยส่วนใหญ่คือ เรื่องของการบริหารจัดการสินค้าสาธารณะ (Public Goods)
ในอดีตที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่า สังคมไทยปล่อยปละละเลยกับเรื่องสินค้าสาธารณะไปมาก ทำให้เกิดการแย่งชิงการใช้ประโยชน์จากสินค้าสาธารณะ (ไม่ว่าจะเป็นทางเท้า ถนน ฯลฯ) เพื่อผลประโยชน์ส่วนบุคคล ใครมีอำนาจมากหรือมีความสามารถในการแย่งชิงมากกว่าก็จะสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากสินค้า หรือพื้นที่สาธารณะนั้นได้มากกว่าคนอื่น และในหลายกรณีเจ้าหน้าที่ของรัฐเองก็ยังทุจริต นำเอาสินค้าสาธารณะเหล่านั้นไปแสวงหาผลประโยชน์จำนวนมากให้กับตนเอง เช่น ในกรณีส่วยรถบรรทุกก็เป็นการนำเอาถนน ซึ่งเป็นสินค้าสาธารณะมาแสวงหาผลประโยชน์ให้กับตนเองและพวกพ้อง ก่อให้เกิดการใช้ประโยชน์จากพื้นที่สาธารณะผิดวัตถุประสงค์และเป็นการใช้ประโยชน์อย่างไม่มีประสิทธิภาพ
ความสำคัญของการกำหนดระเบียบกฎเกณฑ์การใช้ประโยชน์ในสินค้าสาธารณะนั้นเป็นสิ่งบ่งชี้ประการหนึ่งของการยกระดับการพัฒนาของประเทศให้สูงขึ้น กล่าวคือจะเป็นการแสดงถึงระดับมาตรฐานการครองชีพที่สูงขึ้น ลดการเอารัดเอาเปรียบสังคมโดยผู้ที่มีความสามารถมากกว่าในการอ้างสิทธิประโยชน์ในสินค้าสาธารณะนั้นเพื่อประโยชน์ส่วนตัว ตัวอย่างของความล้มเหลวในส่วนนี้ก็จะเห็นปรากฏอยู่ในทุกหนทุกแห่งในประเทศไทยก็ว่าได้ จนผู้ที่ถือสิทธิครอบครองสินค้าสาธารณะนั้นยังคิดว่าเป็นสิทธิโดยชอบธรรมของตน เช่น การยึดครองพื้นที่ทางเท้าหน้าอาคาร รวมทั้งถนนในช่องทางจราจรที่ติดกับทางเท้าว่าเป็นสิทธิของตนเอง มีการนำเอาสิ่งของมาวางขวางไว้เพื่อไม่ให้ผู้อื่นมาใช้ประโยชน์ได้ พื้นที่เหล่านั้นถูกใช้ไปอย่างผิดวัตถุประสงค์ ฯลฯ
ในการบริหารจัดการสินค้าสาธารณะโดยการกำหนดกฎระเบียบของชุมชนเพื่อการใช้ประโยชน์ของสินค้าสาธารณะนั้น จำเป็นต้องทำความเข้าใจคุณลักษณะของสินค้าสาธารณะที่แตกต่างจากสินค้าไร้ราคา (Free Goods) อย่างน้อยใน 2 ประการคือ
หนึ่ง สินค้าสาธารณะเป็นสินค้าที่มีต้นทุนการผลิต ไม่ใช่สินค้าที่ได้มาฟรีๆ ดังนั้นจึงเป็นราคาที่จะต้องจ่าย เพียงแต่เมื่อเป็นสินค้าสาธารณะ รัฐ (อาจจะเป็นรัฐบาลกลางหรือท้องถิ่น) จึงเป็นผู้จัดหาสินค้านั้นมาเพื่อให้สาธารณะได้ใช้ประโยชน์ ซึ่งก็เท่ากับว่ารัฐเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการได้มาซึ่งสินค้าหรือบริการสาธารณะนั้น สินค้าสาธารณะจึงไม่ใช่สินค้าที่บุคคลใดบุคคลหนึ่งจะแอบอ้างทึกทักเอาเองว่าตนเป็นเจ้าของได้ ในประเด็นนี้จึงคิดกันเองไม่ได้ว่ายวดยานพาหนะชนิดใด ประเภทใดบ้าง สามารถนำมาวิ่งบนท้องถนนได้ และจะวิ่งหรือใช้ประโยชน์จากถนนอย่างไร (ส่วนนี้ก็คงจะต้องเป็นเรื่องของกฎ ระเบียบจราจรที่จะต้องมีการกำหนดกันให้ชัดเจน และถ้ากำหนดแล้วเป็นที่ยอมรับกันแล้วของสังคมก็จะต้องถือปฏิบัติตามนั้น จะอ้างเป็นอย่างอื่นไม่ได้) เช่น ถ้ากฎหมายกำหนดให้พาหนะบางประเภทให้ขับขี่ชิดซ้าย การไปขับขี่ในช่องทางอื่นก็ไม่ถูกตามระเบียบที่กำหนดไว้ อันนี้ก็ต้องเคารพการกำหนดเป็นกฎเกณฑ์ของผู้จัดให้บริการสินค้าสาธารณะนั้นขึ้นมา
สอง สินค้าสาธารณะเป็นสินค้าที่เมื่อมีการใช้โดยบุคคลหนึ่งแล้วอาจจะมีผลจำกัดหรือกีดกันการใช้ประโยชน์โดยบุคคลอื่น และในบางกรณีการใช้ประโยชน์โดยบุคคลหนึ่งอาจก่อให้เกิดผลกระทบภายนอก (Externality) โดยเฉพาะผลกระทบในทางลบได้ (Negative Externality) คุณลักษณะข้อนี้ของสินค้าสาธารณะนั่นเองที่หลายครั้งทำให้เกิดเป็นข้อขัดแย้งในสังคม โดยต่างฝ่ายต่างอ้างสิทธิในการครอบครองและใช้ประโยชน์จากสินค้าสาธารณะนั้นๆ
การยกระดับการพัฒนาของประเทศให้สูงขึ้นโดยประชาชนจะมีมาตรฐานการครองชีพที่ดีขึ้นนั้น สังคมจะต้องเรียนรู้การจัดการการใช้ประโยชน์จากสินค้าสาธารณะเพื่อให้เกิดการใช้ประโยชน์จากสินค้าสาธารณะอย่างมีประสิทธิภาพ ทุกคนสามารถเข้าถึงสินค้าสาธารณะได้อย่างเหมาะสมและพอเพียง ลดการเอารัดเอาเปรียบแก่งแย่งกันช่วงชิงสินค้าสาธารณะเพื่อนำมาใช้เป็นประโยชน์ส่วนตนโดยไม่ได้คำนึงถึงสังคมส่วนรวม การทำความเข้าใจเกี่ยวกับสินค้าสาธารณะและการใช้ประโยชน์จากสินค้าสาธารณะนอกจากจะช่วยให้เกิดพฤติกรรมการอยู่ร่วมกันเป็นสังคมที่ดีขึ้นแล้ว ยังเป็นส่วนสำคัญพื้นฐานในการดำเนินมาตรการทางเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับการจัดสรรสวัสดิการสังคมโดยภาครัฐ รวมทั้งการกำหนดบทบาทที่ชัดเจนขึ้นสำหรับสินค้าหรือบริการหนึ่งๆ ว่าควรจะได้เป็นความรับผิดชอบของรัฐบาลกลางหรือรัฐบาลท้องถิ่น
เป็นที่น่าสังเกตว่า ประเทศที่ได้ชื่อว่าเป็นประเทศพัฒนาแล้ว มีระดับรายได้ที่สูง และมีมาตรฐานการครองชีพที่ดีล้วนแต่มีระบบการบริหารจัดการสินค้าสาธารณะที่ดีกว่าประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลาย (รวมทั้งประเทศไทยด้วย) ที่ได้ยกระดับรายได้โดยเฉลี่ยของประชากรเพิ่มขึ้นตามลำดับ ในขณะที่สังคมโดยรวมมีระดับรายได้โดยเฉลี่ยสูงขึ้น โดยปกติก็มักจะมีความต้องการสินค้า/บริการสาธารณะเพิ่มขึ้นด้วย ดังนั้นการยกระดับการพัฒนาของประเทศในขั้น (Stage) ถัดไปและมีความยั่งยืน ก็คงจะต้องมีส่วนเกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการสินค้าสาธารณะอยู่ไม่มากก็น้อย หรือระบบการบริหารจัดการสินค้าสาธารณะที่ดีอาจเป็นเงื่อนไขสำคัญที่จะทำให้ประเทศสามารถก้าวออกจากกับดักประเทศรายได้ปานกลาง (Middle-Income Trap) ไปได้ก็ไม่แน่ คงจะต้องฝากสังคมโดยรวมได้ลองคิดพิจารณากันถึงบทบาทของตนต่อความรับผิดชอบที่ควรจะมีต่อผู้อื่นและสังคมโดยรวม รวมทั้งการเคารพสิทธิของบุคคลอื่นในการเข้าถึงสินค้า/บริการสาธารณะ ถึงวันนั้นเราคงจะพูดได้เต็มปากเต็มคำว่าเราเป็นประชาชนของประเทศเจริญแล้ว พัฒนาแล้ว และมีอารยธรรม (Civilization)







