posttoday
ประชาธิปไตยไทย : วงจรอุบาทว์ ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย

ประชาธิปไตยไทย : วงจรอุบาทว์ ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย

18 พฤษภาคม 2558

23 ปี พฤษภาทมิฬ ที่วีรชนคนไทยต้องเสียเลือดเนื้อและชีวิตเพื่อรักษาไว้ซึ่งประชาธิปไตยจะต้องสูญไปอย่างไร้ประโยชน์ เพราะประวัติศาสตร์ชาติไทยกำลังจะซ้ำรอยเดิมก่อนเกิดการปฏิวัติรัฐประหาร 23 ก.พ. 2534 ที่คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) ได้ยึดอำนาจจากรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ

23 ปี พฤษภาทมิฬ ที่วีรชนคนไทยต้องเสียเลือดเนื้อและชีวิตเพื่อรักษาไว้ซึ่งประชาธิปไตยจะต้องสูญไปอย่างไร้ประโยชน์ เพราะประวัติศาสตร์ชาติไทยกำลังจะซ้ำรอยเดิมก่อนเกิดการปฏิวัติรัฐประหาร 23 ก.พ. 2534 ที่คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) ได้ยึดอำนาจจากรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ

รสช.ได้มีการแต่งตั้งสภานิติบัญญัติแห่งชาติและกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งในรัฐธรรมนูญที่ร่างขึ้นมานั้นมีการเปิดช่องให้สภาผู้แทนราษฎรสามารถลงมติเลือกบุคคลภายนอก ซึ่งไม่ต้องมาจากการเลือกตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีได้ ในระหว่างการยกร่างรัฐธรรมนูญนั้นก็มีการทักท้วงว่าร่างรัฐธรรมนูญไม่เป็นประชาธิปไตย และต่อต้านเรียกร้องให้แก้ไขเสียก่อนจะประกาศใช้ โดยเฉพาะประเด็นที่ต้องการให้นายกรัฐมนตรีมาจากการเลือกตั้ง แต่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญขณะนั้น ถ้าจำไม่ผิดก็มีผู้ที่เกี่ยวข้องกับการร่างรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 และฉบับปัจจุบันร่วมอยู่ด้วย บอกว่าให้รับไปก่อนแล้วค่อยไปแก้ไขทีหลัง

แม้ว่าคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติจะประกาศยืนยันว่าจะไม่มีการสืบทอดอำนาจมาตลอด และ พล.อ.สุจินดา คราประยูร นายกรัฐมนตรี ก็มาโดยถูกต้องตามกฎหมายรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2534 ที่เปิดช่องให้บุคคลภายนอกที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งสามารถได้รับการเสนอชื่อและลงมติของ สส.ในสภาผู้แทนราษฎรให้เป็นนายกรัฐมนตรีได้ ด้วยเหตุผลที่กรรมการร่างรัฐธรรมนูญอ้างว่า หากการเมืองมีความจำเป็นหรือถึงทางตัน ต้องมีคนกลางที่ไม่ใช่ สส.มาทำหน้าที่นายกรัฐมนตรีไปก่อน ไม่ใช่เป็นการเตรียมการเพื่อสืบทอดอำนาจ

สุดท้ายก็ชัดเจนว่า รัฐธรรมนูญ ปี 2534 เขียนเพื่อให้มีการสืบทอดอำนาจจริง

เมื่อประชาชนไม่ยอมรับก็นำไปสู่การประท้วงต่อต้านรัฐบาล จนรัฐบาลได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารเข้าไปปราบปรามประชาชนผู้ชุมนุม เป็นเหตุให้เกิดการปะทะกัน ทำให้มีผู้เสียชีวิต 40 คน บาดเจ็บ 600 คน และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอีกครั้งหนึ่ง

เหตุการณ์ปฏิวัติรัฐประหารที่เกิดขึ้นเมื่อปี 2534 จนถึงปี 2535 กับเหตุการณ์ปฏิวัติรัฐประหารที่เกิดขึ้นในปี 2557 จนถึงวันนี้มีอะไรที่เหมือนกันจนน่าเป็นห่วง เหตุผลที่มาก็คล้ายกัน อาจมีเรื่องของความแตกแยกอย่างรุนแรงของสังคมไทยที่เกิดจากการแบ่งสีแบ่งฝ่ายและจะมีผลกระทบต่อสถาบันหลักและระบอบการปกครองของชาติ ที่เป็นเหตุสำคัญเพิ่มขึ้นมาอีกเรื่องหนึ่ง

ร่างรัฐธรรมนูญที่คณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญได้นำเสนอ ก็มีประเด็นที่จะนำไปสู่ความรุนแรงเหมือนกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2534 และในร่างรัฐธรรมนูญใหม่ยังมีกลไก องค์กร หน่วยงานที่จะทำให้เกิดความขัดแย้งมากกว่าที่จะแก้ไขปัญหาความขัดแย้งของประเทศชาติและประชาชนที่เป็นต้นเหตุของการปฏิวัติรัฐประหาร ซึ่งอาจทำให้ประเทศชาติเกิดความวุ่นวายและเปลี่ยนแปลงจนไม่สามารถควบคุมได้

ประเด็นเรื่องที่มาของนายกรัฐมนตรีที่เขียนไว้ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับ คสช.นี้ ก็ไม่ได้แตกต่างจากรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2534 ที่กำหนดว่านายกรัฐมนตรีไม่ต้องมาจากการเลือกตั้งก็ได้ จนเป็นเหตุให้มีการประท้วงต่อต้านการสืบทอดอำนาจของคณะปฏิวัติรัฐประหาร ทำให้เกิดการเสียเลือดเนื้อและชีวิตของวีรชนในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬมาแล้ว เหตุผลของคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญใหม่นี้ ก็เป็นเหตุผลเดียวกันกับคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ปี 2534

การที่กำหนดให้มีทั้งพรรคการเมืองและกลุ่มการเมือง ทำให้เกิดสองมาตรฐานทั้งการจัดตั้ง การบริหารจัดการ การควบคุม ตรวจสอบ สิทธิ อำนาจ หน้าที่ และจำกัดสิทธิของประชาชนที่อยากได้ สส.ที่เป็นอิสระจากพรรคการเมือง ซึ่งไม่อยู่ใต้อาณัติของนายทุนของพรรคการเมืองหรือกลุ่มการเมืองใด

การจัดการเลือกตั้งแบบใหม่ ที่มาของ สส.และ สว. ยิ่งทำให้เกิดหลายมาตรฐาน ความเชื่อมโยงและความรับผิดชอบต่อประชาชนก็แตกต่างกัน กลุ่มที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนไม่มีปัญหา เพราะผ่านการกลั่นกรองและต้องรับผิดชอบกับประชาชน พวกที่ไม่ได้ผ่านการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน จะเรียกว่าเป็นผู้แทนราษฎรหรือผู้แทนปวงชนชาวไทยได้อย่างไร เพราะเมื่อไม่ได้มาจากประชาชนก็ไม่ต้องรับผิดชอบต่อประชาชนและทำตามใจผู้มีอำนาจแต่งตั้ง ขัดหลักการของระบอบประชาธิปไตยที่อำนาจเป็นของปวงชนชาวไทย โดยประชาชนและเพื่อประชาชน

ที่อ้างว่าจะทำให้พรรคการเมืองเล็กลง ไม่มีการผูกขาดจากพรรคใหญ่หรือพรรคใดพรรคหนึ่ง สุดท้ายพรรคเล็กพรรคน้อยที่ว่าก็จะมารวมตัวกันเลือกนายกรัฐมนตรีคนนอกเหมือนกับที่เกิดขึ้นเมื่อปี 2535

กรรมการองค์กร สภา หน่วยงานที่จัดตั้งขึ้นมาใหม่ตามร่างรัฐธรรมนูญฉบับ คสช.ก็จะมาจากกลุ่มที่มีอำนาจเหนือประชาชน เหมือนที่เคยเป็นมาในอดีตที่ต้องมีสภาพี่เลี้ยงคอยกำกับดูแลสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสมาชิกที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน

กลไกและองค์กรที่กำหนดขึ้นมาใหม่ในรัฐธรรมนูญใหม่นี้ จะทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างข้าราชการประจำกับฝ่ายการเมือง ประชาชนกับพลเมือง ทำให้การปฏิรูปและการบริหารบ้านเมืองไม่สามารถจะเดินหน้าต่อไปได้และถึงทางตัน

ประเด็นที่ยกตัวอย่างมาเพียงเล็กน้อยน่าจะเพียงพอที่จะทำให้รัฐบาลและ คสช.เห็นว่าวงจรอุบาทว์และประวัติศาสตร์กำลังซ้ำรอย

ร่างรัฐธรรมนูญใหม่คือระเบิดเวลาลูกใหญ่ของ คสช.และรัฐบาล

ไม่ต้องทำประชามติให้เสียงบประมาณกว่า 3,000 ล้านบาท เพราะมันไม่เกิดประโยชน์และยังอาจเป็นโทษกับรัฐบาลเสียด้วย

หากปล่อยไปโดยไม่แก้ไขให้เรียบร้อย บ้านเมืองต้องเกิดความวุ่นวายรุนแรงกว่าก่อนการปฏิวัติรัฐประหารอย่างแน่นอน

แก้ไขเสียก่อน จะใช้เวลามากขึ้น แต่ทำให้บ้านเมืองและประชาชนได้รับประโยชน์และดีขึ้นกว่าเดิมก็คงไม่มีใครว่าอะไร

อยากเห็น คสช.ช่วยปลดปล่อยประเทศไทยจากคำสาปและการผูกขาดอำนาจของผู้ที่ไม่ควรเรียกตัวเองว่านักกฎหมายและนักวิชาการ เพราะไม่มีจรรยาบรรณและความรับผิดชอบต่อสังคม ประชาชนและประทศชาติ อยากได้อำนาจโดยไม่ต้องรับผิดชอบและช่วยกันทำลายวงจรอุบาทว์และกงล้อประวัติศาสตร์ที่หมุนซ้ำรอยเดิมมากว่า 83 ปี เสียที

อย่าทำให้การปฏิวัติรัฐประหารของ คสช.ที่ครบรอบ 1 ปี เสียของ เสียเวลา เสียอนาคตเลย

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท