
โลกจ่อย้ายฐานผลิต ผวาค่าจ้างเอเชียพุ่งแรง
ทวีปที่มีการเจริญเติบโตที่ร้อนแรงที่สุดในโลกอย่างเอเชีย ได้อาศัยข้อได้เปรียบด้านการมีแรงงานราคาถูกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจมาโดยตลอด
โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ
ทวีปที่มีการเจริญเติบโตที่ร้อนแรงที่สุดในโลกอย่างเอเชีย ได้อาศัยข้อได้เปรียบด้านการมีแรงงานราคาถูกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจมาโดยตลอด นับตั้งแต่ช่วงทศวรรษที่ 1960 นำโดยญี่ปุ่นซึ่งอาศัยแรงงานต้นทุนต่ำในการผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และสินค้าบริโภคส่งออกไปขายทั่วโลก จนสามารถพัฒนาเศรษฐกิจได้อย่างรวดเร็ว
ต่อมาทั้งไต้หวันและเกาหลีใต้ก็ใช้โมเดลของญี่ปุ่นในการพัฒนาเศรษฐกิจจนก้าวขึ้นมามีตำแหน่ง 2 ใน 5 เสือเศรษฐกิจแห่งเอเชียได้ และในช่วงปี 1980 การย้ายฐานการผลิตของญี่ปุ่นมายังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) เนื่องจากถูกกดดันด้านค่าเงิน ก็ทำให้เศรษฐกิจของกลุ่มประเทศแถบนี้เติบโตอย่างรวดเร็วเช่นกัน
และการผงาดขึ้นมาของจีนในช่วงปี 1990 นับเป็นการตอกย้ำว่าเอเชียเป็นฐานการผลิตของโลกอย่างแท้จริง โดยในปี 1990 เอเชียมีสัดส่วนผลผลิตทางอุตสาหกรรมคิดเป็น 26.5% ของทั้งโลกเท่านั้น ปรับเพิ่มเป็น 46.5% โดยเฉพาะการผลิตในจีนเพียงอย่างเดียวก็มีสัดส่วนมากถึงครึ่งหนึ่งของการผลิตในเอเชียเลยทีเดียว จนจีนได้รับฉายาว่าเป็นโรงงานแห่งเอเชีย
นอกจากนี้ การมีค่าแรงราคาถูกยังทำให้เอเชียกลายเป็นผู้นำเข้าสินค้าโภคภัณฑ์และผู้ส่งออกสินค้าชั้นสุดท้ายรายใหญ่ของโลกอีกด้วย และเป็นผู้ครองสัดส่วนการค้าโลกถึง 14% ในปี 2000 และเพิ่มเป็น 50% ในปี 2012
อย่างไรก็ตาม การเติบโตอย่างร้อนแรงของเศรษฐกิจเอเชียทำให้ค่าแรงปรับเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะในจีน มาเลเซีย อินโดนีเซีย และไทย ซึ่งท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่ซบเซาเช่นนี้ กำลังทำให้มนต์เสน่ห์การเป็นฐานการผลิตต้นทุนต่ำในเอเชียหาย
ทั้งนี้ ตามรายงานของแมคเคนซี บริษัทที่ปรึกษาสัญชาติสหรัฐ สัดส่วนค่าแรงในเอเชียตั้งแต่ปี 2007-2012 เพิ่มขึ้นสูงมาก โดยในจีนเพิ่มขึ้น 11% ในไทยเพิ่มขึ้นถึง 8% ในอินโดนีเซียเพิ่มขึ้นถึง 7%
การเพิ่มขึ้นของค่าจ้างอย่างรวดเร็วย่อมเป็นการบีบให้ผู้ประกอบการซึ่งก่อนหน้านี้ถูกดึงดูดด้วยมนต์เสน่ห์ของค่าแรงราคาถูก เริ่มคิดถึงการย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศที่มีต้นทุนการผลิตถูกกว่าเพื่อความอยู่รอดของธุรกิจ
แนวโน้มดังกล่าวยืนยันได้จากผลสำรวจของสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด ที่ไปสำรวจผู้ประกอบการกว่า 230 ราย ในบริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้ำไข่มุกในมณฑลกวางตุ้งของจีน พบว่ากว่า 11% มีแผนที่จะย้ายโรงงานไปตั้งในประเทศที่มีค่าแรงถูกกว่า ขณะที่กว่า 20% จะย้ายโรงงานลึกเข้าไปในแผ่นดินจีนมากขึ้น เพื่อเสาะหาที่ที่มีค่าแรงถูกกว่า
เนื่องจากค่าแรงเฉลี่ยในบริเวณดังกล่าวน่าจะปรับตัวสูงขึ้น 8.1 สูงกว่าอัตราค่าจ้างทั่วไปที่ 6.8% และอัตราเงินเฟ้อที่ 1.6%
นอกจากภาวะค่าแรงที่เพิ่มสูงขึ้นแล้ว ผู้ประกอบการยังเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจโลกซบเซาอีกด้วย ทำให้ไม่สามารถหาทางออกผ่านการขึ้นราคาสินค้าได้ ฉะนั้นสิ่งที่ทำได้อย่างเดียวคือการลดต้นทุนด้วยการย้ายฐานการผลิต
กรณีนี้เกิดขึ้นแล้วกับ เฟล็กซ์ ผู้ประกอบการผลิตเสื้อจากผ้าฝ้ายสัญชาติญี่ปุ่น ซึ่งต้องย้ายฐานการผลิตจากจีนไปพม่า เนื่องจากค่าแรงที่เพิ่มสูงขึ้นในจีน โดยเฟล็กซ์ไม่สามารถขึ้นราคาเนื่องจากตลาดหลักในญี่ปุ่นเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจฝืดเคืองมามากกว่า 2 ทศวรรษ จึงจำเป็นต้องย้ายฐานการผลิตไปยังที่ที่มีค่าแรงถูกกว่า
ทั้งนี้ ผู้ประกอบการส่วนใหญ่แสดงความเห็นว่า เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) น่าจะเป็นภูมิภาคที่ได้ประโยชน์มากที่สุดจากการย้ายฐานการผลิตออกจากจีน ด้วยเหตุผลที่อาเซียนยังคงมีค่าแรงราคาถูกและมีแรงงานจำนวนมาก โดยในช่วงปี 2010-2030 คาดว่าสัดส่วนแรงงานในอาเซียนน่าจะขยายตัวได้ถึง 70 ล้านคน
อย่างไรก็ตาม ในความเป็นจริงอาจจะต้องยอมรับว่า อาจมีแค่บางประเทศเท่านั้นที่ได้รับอานิสงส์จากการย้ายฐานการผลิตครั้งนี้ เนื่องจากบางประเทศมีค่าแรงขั้นต่ำค่อนข้างสูงอยู่แล้วเมื่อเปรียบเทียบ โดยในมาเลเซียมีค่าแรงสูงถึงราว 280 บาท/วัน ขณะที่อินโดนีเซียมีค่าแรงสูงได้ถึง 231 บาท/วัน และไทยที่มีค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท/วัน ซึ่งประเทศเหล่านี้อาจเผชิญกับภาวะทุนไหลออกมากกว่าทุนไหลเข้า
ตามรายงานของนิกเกอิ อัตราค่าจ้างในพม่าและบังกลาเทศทุกวันนี้คิดเป็น 1 ใน 3 ของค่าจ้างในมณฑลฟูเจี้ยนและเจียงซูของจีนเท่านั้น
ทั้งนี้ แน่นอนว่าภาวะทุนไหลออกจากการย้ายฐานการผลิตถือเป็นข่าวร้ายไม่ใช่น้อยทีเดียว เพราะการหายไปของทุนโดยตรงย่อมส่งผลกระทบต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ซึ่งหมายถึงความกินดีอยู่ดีของคนในประเทศเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ก็คือ ค่าแรงในประเทศกำลังพัฒนาของเอเชียยังต่ำกว่าค่าแรงในกลุ่มโลกพัฒนาแล้วอยู่ถึง 1 ใน 4 โดยตามข้อมูลขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ไอแอลโอ) ในปี 2000-2011 ค่าแรงในเอเชียเพิ่มขึ้นราว 5% เท่า ทว่าค่าแรงในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วเพิ่มสูงถึง 23%
ค่าแรงที่เพิ่มสูงขึ้นย่อมมาพร้อมกับแรงงานที่มีทักษะ ที่สามารถสร้างสรรค์เศรษฐกิจของประเทศได้มากกว่าแรงงานราคาถูกแต่ไร้ทักษะ ในความเป็นจริงอัตราค่าแรงที่เพิ่มขึ้นนั้นเป็นไปตามธรรมชาติการขยายตัวทางเศรษฐกิจ
นอกจากนี้ การพึ่งพาแต่แรงงานราคาถูกในการพัฒนาเศรษฐกิจ จะทำให้เศรษฐกิจของประเทศติดกับดักรายได้ปานกลาง (Middle Income Trap) ซึ่งหมายถึงการที่ประเทศที่เคยอาศัยการเป็นฐานการผลิตมาตลอดไม่สามารถพัฒนาต่อไปจนเป็นประเทศที่มีรายได้สูงได้ ซึ่งเป็นปัญหาของประเทศกำลังพัฒนาในเอเชีย ซึ่งรวมถึงจีนและไทยด้วย
ทั้งนี้ ในขั้นตอนการผลิต 3 ขั้น ได้แก่ การคิดค้น การผลิต และการขายนั้น ขั้นตอนการผลิตเป็นขั้นตอนที่มีการสร้างมูลค่าเพิ่มได้น้อยที่สุด ดังนั้นเอเชียจะไม่สามารถหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลางได้เลย ตราบใดที่เอเชียยังคงใช้โครงสร้างการพัฒนาเศรษฐกิจแบบเป็นฐานการผลิตสินค้าให้โลก
ดังนั้น การที่มีค่าแรงสูงขึ้นก็นับเป็นโอกาสดีที่จะพัฒนาไปสู่หนทางที่เอเชียจะสามารถหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลางได้นั้น ย่อมไม่ใช่การพึ่งพาแรงงานราคาถูกอีกต่อไป แต่เป็นการพัฒนาประเทศไปสู่การเป็นประเทศแห่งการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ ผ่านการวิจัยและพัฒนา (อาร์แอนด์ดี) หรือการเป็นประเทศค้าขาย (Trading Nation) ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวแทนค้าขายสินค้าให้กับนานาประเทศ ถึงจะเป็นทางออกสำหรับการแก้ปัญหาค่าแรงสูงได้ดีที่สุด







