posttoday
หนี้ครัวเรือนชะลอตัวยังไม่น่าวางใจ

หนี้ครัวเรือนชะลอตัวยังไม่น่าวางใจ

17 พฤษภาคม 2558

รัฐบาลแถลงตัวเลขอัตราการเพิ่มของหนี้ครัวเรือนไทย จากข้อมูลของ สมหมาย ภาษี รมว.คลัง ว่า หนี้ครัวเรือนมีอัตราการเพิ่มอย่างชะลอตัวลง

โดย..พรสวรรค์ นันทะ

รัฐบาลแถลงตัวเลขอัตราการเพิ่มของหนี้ครัวเรือนไทย จากข้อมูลของ สมหมาย ภาษี รมว.คลัง ว่า หนี้ครัวเรือนมีอัตราการเพิ่มอย่างชะลอตัวลง ส่งสัญญาณที่ดีต่อเศรษฐกิจที่การบริโภคภาคครัวเรือนอาจจะเพิ่มขึ้นได้ในอนาคต

แม้ว่าอัตราการเร่งตัวของหนี้ครัวเรือนเริ่มที่จะชะลอบ้าง แต่ก็ยังไม่น่าไว้วางใจที่จะเป็นตัวฉุดเศรษฐกิจไทยซวนเซได้ ทั้งนี้สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ของไทยไต่ระดับสูงมาต่อเนื่อง  โดยข้อมูล ณ ไตรมาส 4 ปีที่ผ่านมา อยู่ที่ระดับ 85.9%

ข้อมูลจากกระทรวงการคลังอัตราการเพิ่มขึ้นของหนี้ครัวเรือนเริ่มชะลอลง จากเดิมที่เคยเพิ่มแบบก้าวกระโดดด้วยการโตแบบเลขสองหลัก คือ โต 15% เหลือ 5% เท่านั้น แต่อย่าเพิ่งชะล่าใจไปอาจจะเป็นภาพลวงตา เพราะล่าสุดรัฐบาลออกมายอมรับว่าแท้ที่จริงหนี้ครัวเรือนยังอยู่ที่ระดับ  87% ของจีดีพี 

ด้านกระทรวงการคลังแสดงอาการเบาใจปัญหาหนี้ครัวเรือนลดลง เพราะกระทรวงการคลังและรัฐบาลเริ่มมองว่าระดับหนี้ขยายตัวน้อยลง บวกกับคนชนชั้นกลางที่เคยก่อหนี้สูงจากนโยบายประชานิยม อย่างการซื้อรถยนต์คันแรกก็ทยอยชำระหนี้ไปพอสมควร จนคนแบกหนี้น้อยลงแล้ว แถมภาวะปัจจุบันคนก็ค่อนข้างระมัดระวังการก่อหนี้ใหม่ แนวโน้มปัญหาหนี้ก็น่าจะลดลงอย่างต่อเนื่อง

แต่สถานการณ์ขณะนี้ยังไม่น่าไว้วางใจนัก เนื่องจากค่าครองชีพในปัจจุบันปรับสูงขึ้น จากราคาน้ำมันที่เริ่มกลับมาปรับแพงขึ้นตามราคาในตลาดโลก

ขณะเดียวกันรายได้ของครัวเรือนที่เกี่ยวข้องกับภาคส่งออกและภาคเกษตรก็ลดลง โดยแรงงานในธุรกิจหรืออุตสาหกรรมในภาคส่งออกเริ่มมีรายได้น้อยลงจากการลดการทำงานหรือลดการทำงานล่วงเวลา (โอที) ลง

ขณะที่ภาคการเกษตรดัชนีราคาสินค้าเกษตรก็ปรับลดลงในเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รายงานว่าลดลง 7.6% แถมผลผลิตการเกษตรยังมีปริมาณลดลงถึง 12.3% ส่งผลให้รายได้ภาคการเกษตรลดลงถึง 19%

ภาวะเช่นนี้คนที่จะเป็นหนี้เพิ่ม จึงอาจไม่ใช่คนชนชั้นกลางหรือผู้มีรายได้ระดับกลางที่เงินเดือนซึ่งเคยกู้ซื้อรถยนต์อย่างแต่ก่อน แต่น่าจะเป็นเกษตรกรผู้มีรายได้น้อยมากกว่าที่น่าจะก่อหนี้เพิ่ม เพราะในยามที่ค่าครองชีพสูงแต่รายได้จากการผลผลิตทางการเกษตรกลับลดน้อยลงนั้น ย่อมทำให้รายได้ไม่เพียงพอกับรายจ่ายและมีโอกาสก่อหนี้ใหม่เพื่อความอยู่ให้รอดในทุกช่องทางมากขึ้น

สำหรับชนชั้นกลางเองรายได้ก็ใช่ว่าจะดี เพราะเงินเดือนรายได้ไม่เพิ่ม รายได้ที่มีก็ได้เพียงประคองชีวิตให้รอดเดือนชนเดือน เนื่องจากไม่ได้ทำโอที หรือมีโบนัสงามๆ เหมือนช่วงที่เศรษฐกิจดีๆ ธุรกิจต่างๆ มีกำไรเป็นกอบเป็นกำเหมือนในอดีตแล้ว เพียงแต่โชคดีหน่อยที่เงินเฟ้อไม่สูงทำให้ราคาสินค้าและค่าครองชีพในปัจจุบันไม่สูงมากนัก แต่ไม่รู้จะอยู่รอดได้นานขนาดไหนเมื่อราคาน้ำมันและราคาก๊าซเริ่มปรับสูงขึ้นในระยะต่อไป

ด้าน เชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ให้ความเห็นเรื่องแนวโน้มหนี้ครัวเรือนและผลต่อภาวะเศรษฐกิจในระยะต่อไปไว้น่าสนใจว่า ถึงหนี้ครัวเรือนจะสูง แต่ก็เพิ่มในอัตราที่ช้าลงไม่เพิ่มแบบก้าวกระโดดเหมือน 3-4 ปีก่อนแล้ว ทำให้หนี้ทรงตัวและมีเสถียรภาพมากขึ้น แต่ปัญหาหนี้ครัวเรือนไม่ได้หมดไปซะทีเดียว ซึ่งการดูแลควรดูผลกระทบต่อเศรษฐกิจแยกทีละกลุ่มของครัวเรือน เพราะแต่ละกลุ่มมีโจทย์เรื่องหนี้ไม่เหมือนกัน

อาทิ กลุ่มรายได้ระดับกลางลงล่าง กลุ่มนี้ส่วนหนึ่งเป็นคนไม่มีเงินเดือนประจำ อาจจะรับจ้าง ทำเกษตร ค้าขาย หากดูในกลุ่มเกษตรแนวโน้มการก่อหนี้เพิ่มอาจจะไม่มาก เพราะโดยปกติเกษตรกรเองก่อหนี้ได้จำกัด ซึ่งถ้าเกษตรกรขายสินค้าได้ราคาก็พอมีเงินมาจ่ายหนี้ได้ สัดส่วนหนี้ต่อรายได้จะดีขึ้นเมื่อรายได้มากขึ้น แต่ตอนนี้มีปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ทั้งข้าว ยางพารา ฯลฯ ทำให้อาจจะก่อหนี้เพิ่มขึ้นบ้างแต่คงไม่มากนัก แต่การที่รายได้เขาลดลงก็ทำให้การบริโภคลดลง ถึงจะกระทบต่อการบริโภคโดยรวมไม่มาก แต่กระทบต่อเศรษฐกิจของภาคชนบทให้เอื่อยลงไปพอสมควร

เนื่องจากไปกระทบยอดขายในกลุ่มรถยนต์ปิกอัพ มอเตอร์ไซค์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และสินค้าอื่นๆ ในตลาดต่างจังหวัดที่เกษตรกรเคยซื้อกันมากในยามราคาสินค้าเกษตรดีมียอดขายปรับลดลง จึงทำให้การค้าขายสินค้ากลุ่มนี้และกลุ่มที่เกี่ยวข้องชะลอไปพอสมควร

สำหรับกลุ่มเอสเอ็มอีและธุรกิจการค้าขายที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยวขณะนี้ปรับตัวดีขึ้น ตามการขยายตัวดีของการท่องเที่ยว

แต่กลุ่มที่น่าห่วงว่าจะก่อหนี้เพิ่ม คือ กลุ่มรายได้ปานกลางถึงสูง เพราะเป็นกลุ่มเป้าหมายที่สถาบันการเงินและบริษัทผู้ประกอบธุรกิจที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (นันแบงก์) มุ่งทำการตลาดด้วย เพราะยังมีศักยภาพในการใช้จ่ายและก่อหนี้เพิ่มได้ เนื่องจากมีรายได้ที่แน่นอน ส่วนจะก่อหนี้เพิ่มมากแค่ไหนอันนี้ขึ้นอยู่กับวินัยการเงินของแต่ละคน ถ้าวินัยดีหนี้กลุ่มนี้ก็มีโอกาสลดลงได้ แต่ถ้าวินัยไม่ดีหนี้ส่วนนี้อาจเพิ่มขึ้นเร็ว และที่สำคัญหากหนี้ในกลุ่มนี้เกิดผ่อนชำระไม่ได้หรือผิดนัดมากขึ้นก็อาจส่งผลกระทบต่อเนื่องไปถึงความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจด้วย

อย่างไรก็ดี การที่คนรายได้น้อยหรือเกษตรกรมีหนี้ครัวเรือนมากขึ้นก็จะกลายเป็นปัญหาอีกแบบให้รัฐบาลแก้ไขและมีภาระที่ต้องสิ้นเปลืองงบประมาณเข้าไปช่วยเหลืออยู่ตลอด ทำให้ไม่ว่าภาครัฐจะกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยวิธีใดหรือใช้มาตรการใดก็ยังไม่สามารถฟื้นเศรษฐกิจจากการบริโภคหรือการใช้จ่ายของคนในประเทศได้ เนื่องจากคนจะระวังการใช้จ่ายจากภาระหนี้ที่สูงต่อไปเรื่อยๆ

ขณะที่ชนชั้นกลางมนุษย์เงินเดือนก็ใช้จ่ายระมัดระวังขึ้น ซึ่งภาพเช่นนี้ถึงจะไม่ทำให้เศรษฐกิจแย่ลงชัดเจนแต่ก็ทำให้ภาครัฐกระตุ้นเศรษฐกิจไม่ขึ้น แถมมีความเสี่ยงที่เศรษฐกิจจะโตแบบเอื่อยๆ ซบเชาต่อไปเรื่อยๆ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท