
มหาเถรสมาคม ต้องเป็นเจ้าภาพปฏิรูป
กระแสการเคลื่อนไหวเพื่อปฏิรูปพระพุทธศาสนายังมีอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดมีข่าวว่า
โดย...สมาน สุดโต
กระแสการเคลื่อนไหวเพื่อปฏิรูปพระพุทธศาสนายังมีอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดมีข่าวว่า สุวพันธุ์ตันยุวรรธนะ สั่งให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติจัดทำข้อเสนอเพื่อการปฏิรูปให้แล้วเสร็จใน30 วัน ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านั้น สุวพันธ์ุ เคยไปกราบกรรมการมหาเถรสมาคม ว่าจะแก้ไขกฎหมาย หรือปรับปรุงอะไรต้องให้พระสงฆ์มีส่วนร่วมเสมอ
ข่าวแบบนี้ แปลว่าคณะสงฆ์หลีกเลี่ยงการปฏิรูปที่คนทำให้ไม่ได้ จึงมีคำถามว่าทำไม มส.ไม่ทำเอง ถ้าจะปฏิรูปควรปฏิรูปอะไรในเรื่อง พ.ร.บ.สงฆ์ กฎ มส. ร่าง พ.ร.บ.ใหม่ ปรามความประพฤติของสงฆ์ (บางรูป) หรือทำตามข้อเสนอของสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เสนอแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนา 4 ข้อ
ให้ มส.เป็นนิติบุคคล
ผู้เขียนขอเสนอว่า ถ้าจะมีการยกเครื่องพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2535 หรือกฎมหาเถรสมาคมบางฉบับ ขอเสนอให้มหาเถรสมาคม เป็นเจ้าภาพแก้ พ.ร.บ.สงฆ์ทั้งหมด วิธีการคือให้ตั้งคณะทำงาน และที่ปรึกษาด้านกฎหมาย และการบริหารคณะหนึ่ง เพื่อศึกษาและยกร่างพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ โดยกำหนดระยะเวลา และแนวทางว่ามีประเด็นที่จะปฏิรูปอะไรบ้าง และระยะเวลาแล้วเสร็จให้ชัดเจน
พร้อมกันนั้น ก็เปิดโอกาสให้คณะบุคคลหรือองค์กรอื่นๆ ที่ต้องการแก้ไขพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ หรือกฎมหาเถรสมาคม เสนอมาที่มหาเถรสมาคม เพื่อจะได้ดำเนินการไปในทางเดียวกัน เพื่อประโยชน์ร่วมกัน จะได้ไม่เสียเวลา และไม่ต้องทะเลาะกันทีหลัง
ในส่วนตัวผู้เขียนต้องการให้มีบทบัญญัติใน พ.ร.บ.ฉบับแก้ไข หรือปฏิรูปใหม่ คือ ให้ยกฐานะมหาเถรสมาคมเป็นองค์กรตามกฎหมาย หรือเป็นนิติบุคคล
บางท่านได้ยินอาจหัวเราะ ว่าผู้เขียนเอาอะไรมาพูด เพราะ มส.ทำงานมานานตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2506 ยังไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคลอีกหรือ ถ้าไม่เชื่อ ขอให้ใช้ พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของทางราชการ พ.ศ. 2540 ไปขอข้อมูลการประชุม มส.ดูเถิด เขาจะอ้างว่าให้ไม่ได้ เพราะ มส.ไม่ใช่นิติบุคคล หรือมิใช่องค์กรของราชการ
ยกเลิกโควตาสมณศักดิ์
อีกเรื่องหนึ่งถ้าทำได้ จะขจัดการวิ่งเต้นการให้ได้มาซึ่งสมณศักดิ์ นั่นคือให้ยกเลิกระบบโควตาสมณศักดิ์ ให้การแต่งตั้ง เลื่อน หรือสถาปนาสมณศักดิ์ เป็นไปตามระบบคุณธรรม ความรู้ความสามารถ ยกเลิกนโยบายว่าพระเถระที่จะได้รับการแต่งตั้ง หรือเลื่อนสมณศักดิ์ ต้องพิจารณาจากผู้ทำงานฝ่ายปกครอง (หรือจัดงานวันเกิดทุกปี) เท่านั้น แต่ให้ครอบคลุมพระเถระที่เป็นนักเผยแผ่ และนักวิชาการด้วย เพราะต่างก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน
ให้ตำแหน่งพระสังฆราชเป็นพระสังฆาธิการ
ให้มีบทบัญญัติอีกข้อหนึ่งว่า พระสงฆ์ระดับพระสังฆาธิการต้องยึดหลักจริยาพระสังฆาธิการ เป็นข้อปฏิบัติโดยเคร่งครัด โดยไม่มีข้อยกเว้น ทั้งนี้ให้บัญญัติว่าสมเด็จพระสังฆราช กรรมการมหาเถรสมาคม แม่กองธรรมสนามหลวง แม่กองบาลีสนามหลวง แม่กองงานพระธรรมทูต และอุปัชฌาย์ ว่า เป็นพระสังฆาธิการ ตามกฎหมาย
เรื่องการปฏิรูปการศึกษา ขอพูดเรื่องปริยัติธรรมแผนกสามัญ เรื่องนี้เป็นปัญหาใหญ่ ต้องอาศัยรัฐบาลและผู้รู้ ผู้มีประสบการณ์เข้ามาดูแล เพราะโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญตั้งอยู่ในวัด ผู้บริหารคือพระสงฆ์ที่สนใจการศึกษาของลูกชาวบ้าน และช่วยแบ่งเบาภาระของรัฐ ผู้ปกครอง และสังคม จึงตั้งโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญขึ้นมา นักเรียนที่จะเรียนเป็นภิกษุหรือสามเณร จบ ป.6 ต้องการเรียนสูงขึ้น แต่ไม่มีทุนเพียงพอก็อาศัยเรียนจนจบมัธยมปลายเข้าเรียนระดับอุดมศึกษาได้ แต่ภาครัฐให้ความสำคัญน้อย ไม่เสมอภาคกับโรงเรียนสอนศาสนาอื่นๆ
ยกฐานะโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญ
ฐานะโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญจึงดูต่ำต้อยมาก ครูผู้สอนที่เป็นพระจบวุฒิปริญญาตรี-เอก มีฐานะเป็นเพียงลูกจ้างวัด รับนิตยภัต หรือเงินเดือนเพียง 4,000-5,000 บาทเท่านั้น เทียบกับครูสอนในศาสนาอื่นไม่ได้ ที่ได้จากงบประมาณของรัฐเป็นกอบเป็นกำ
นิตยภัตนั้น เป็นเงินที่เฉลี่ยจากค่าหัวนักเรียน หัวละ 9,000 บาท ที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติให้เป็นการอุดหนุนโรงเรียน ทั้งค่าบริหารจัดการ ค่าน้ำค่าไฟและเงินเดือนครู
ข้อเสนอตรงนี้ คือ ต้องยกฐานะโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญ ให้อยู่ในสังกัด สนช. เพื่อจะยกฐานะครูผู้สอนให้เหมือนกับครูสอนในโรงเรียนศาสนาอื่นๆ ที่ได้งบประมาณจากรัฐ ตาม พ.ร.บ.อุปถัมภ์และคุ้มครองศาสนา รองรับ
ปัญหาที่พระภิกษุหนุ่ม เณรน้อยไม่มีสมณสารูป มักทำเรื่องนอกธรรมนอกวินัยเสมอนั้น ไม่ใช่ประเด็นที่จำมาเป็นข้ออ้างเพื่อปฏิรูปสงฆ์ เราต้องยอมรับความจริงว่า พระภิกษุสามเณรเป็นสมมติสงฆ์ เป็นคนธรรมดา แต่มาอยู่ในกรอบแห่งหลักธรรมวินัยที่เข้มแข็ง จึงมีบ้างที่พลาดพลั้ง
แต่อุ่นใจที่พุทธศาสนิกชนไม่ละเลยชนิดเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ หรือชั่วช่างชีดีช่างสงฆ์ แต่ช่วยกันสอดส่องดูแล จึงเห็นพระทำผิดวินัยกันบ่อย ซึ่งก็ถูกจับสึกให้พ้นจากแวดวงพระสงฆ์ การทำเช่นนี้ก็เพื่อช่วยกันปกป้องและชำระล้างมลทินพระศาสนานั่นเอง เราชาวพุทธจึงยังกราบไหว้ และใส่บาตร บำรุงเลี้ยงพระสงฆ์กันสม่ำเสมอ พระรัตนตรัยยังอยู่ครบ เพียงแต่สมมติสงฆ์อาจจะไหลไปตามกระแสดิจิทัลมากไปเท่านั้น
ให้สำนักงานพุทธฯ มีหน้าที่ปกป้องศาสนา
สุดท้ายต้องบัญญัติให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ มีหน้าที่สนองงานคณะสงฆ์ มหาเถรสมาคม ปกป้องคุ้มครองพระพุทธศาสนา และคณะสงฆ์ ให้เจ้าหน้าที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเป็นเจ้าหน้าที่ตามกฎหมาย เมื่อพบว่ามีการกระทำย่ำยีพระศาสนา และดูหมิ่นสมเด็จพระสังฆราช ก็ดำเนินการตามกฎหมายได้







