
สมเด็จวัดปากน้ำ เตือนคนขวางโครงการบ้านศีล 5
สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ย้ำกับเจ้าคณะจังหวัดทั่วประเทศว่า
โดย...สมาน สุดโต
สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ย้ำกับเจ้าคณะจังหวัดทั่วประเทศว่า ใครขวางโครงการหมู่บ้านรักษาศีล 5 ถือว่ามีความผิด เพราะเป็นโครงการของมหาเถรสมาคม จึงขอความร่วมมือทุกภาคส่วนช่วยกันขับเคลื่อน เพื่อสนองนโยบายคณะสงฆ์ และสร้างความปรองดองตามนโยบายของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
ในการเปิดประชุมสัมมนาขับเคลื่อนโครงการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ โดยใช้หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา หมู่บ้านรักษาศีล 5 ณ ศาลาสตมานุสรณ์ วัดปากน้ำ วันที่ 12 พ.ค. 2558 สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ ป.ธ.9) เจ้าอาวาสวัดปากนำ้ ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช กล่าวว่า
เมื่อ คสช.ต้องการให้ประเทศชาติมีความสมานฉันท์ ปรองดอง คณะสงฆ์ก็มิได้นิ่งนอนใจ ได้ผลักดันโครงการหมู่บ้านรักษาศีล 5 สนองนโยบาย โดยให้เป็นโครงการของคณะสงฆ์ หรือมหาเถรสมาคม ถึงแม้ว่าสมเด็จฯ เองเป็นผู้ดำริก็ตาม จึงขอให้ผู้เข้าประะชุมให้ความสำคัญ ว่าเป็นวันสำคัญ เป็นวันปกครองคณะสงฆ์อีกวันหนึ่ง
สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติใช้งบประมาณนับล้านบาทในการจัดประชุม โดยถวายพระเถระที่นิมนต์มารูปละ 1 หมื่นบาท ส่วนเจ้าหน้าที่เบิกได้รับตามระเบียบทางราชการ
ในการนี้สมเด็จวัดปากน้ำซึ่งเป็นประธานกรรมการอำนวยการ ประกาศตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อน สร้างความปรองดองสมานฉันท์ โดยใช้หลักธรรมพระพุทธศาสนาหมู่บ้านรักษาศีล 5 รวม 9 รูป/คน มีพระพรหมเสนาบดี (พิมพ์) เจ้าอาวาสวัดปทุมคงคา เจ้าคณะภาค 7 เป็นประธาน พระราชพุทธิวราภรณ์ เจ้าคณะจังหวัดลพบุรี เป็นรองประธาน ส่วนคณะกรรมการ ได้แก่ พระมหาศาสนมุนี พระศรีสมโพธิ พระครูวินัยธรสุพจน์สุวุฑโฒ (วัดปากน้ำทั้งหมด)ณรงค์เดช ไชยเนตร พัฒนาสุอำมาตย์มนตรี ประสงค์ จักรธรรม ประนอม คงพิกุล รองผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ กรรมการและเลขานุการ จุไรรัตน์ มีศิริ กรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ
คณะกรรมการชุดนี้จะเดินทางไปทุกจังหวัด จึงขอให้แต่ละจังหวัดให้ความร่วมมือ และอำนวยความสะดวก ทั้งนี้เพื่อให้โครงการเดินหน้าตามแผนงาน 4 ปี ระหว่าง พ.ศ. 2557-2560 ซึ่ง 2 ปีผ่านไปแล้ว ขณะนี้เข้าสู่ช่วง 2 ปีหลัง เมื่อจบโครงการจะได้หมู่บ้านรักษาศีล 5 ตามเป้าหมาย หมู่บ้านใดทำได้ 50 เปอร์เซ็นต์ จะมอบป้ายหมู่บ้านรักษาศีล 5 ให้ ซึ่งได้ทำมาเป็นระยะๆ ในช่วง 2 ปีแรก
สมเด็จฯ ชมเชยผู้ว่าราชการจังหวัดที่ให้ความร่วมมือกับคณะสงฆ์ โดยเชิญมารับโล่ คือผู้ว่าราชการจังหวัดชัยนาท ลพบุรี ลำพูน พระนครศรีอยุธยา แพร่ สระแก้ว สระบุรี และสุรินทร์ และได้เมตตากล่าวถึง สุทธิพงษ์จุลเจริญ ผู้ว่าราชการจังหวัดชัยนาท เป็นการเฉพาะว่าทำผลงานได้ประทับใจตั้งแต่เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว แล้วย้ายไปชัยนาท ก็ยังทำผลงานได้เอิกเกริกดี พร้อมกันนั้นได้ชื่นชมครูบาชัยยะวงศา (มรณภาพแล้ว) แห่งวัดพระพุทธบาทห้วยต้มอ.ลี้ จ.ลำพูน ที่เทศน์เรื่องศีล 5 จนชาวบ้านที่เป็นกะเหรี่ยงส่วนใหญ่ปฏิบัติตามร้อยเปอร์เซ็นต์ จนกระทั่งหมู่บ้านวัดพระพุทธบาทห้วยต้มนอกจากรักษาศีลเคร่งครัด ยังกินมังสวิรัติกันทุกหมู่บ้าน ในหมู่บ้านเหล่านี้ไม่ขายเนื้อสัตว์ ไม่เลี้ยงเป็ด ไก่ เป็นอาหารมานาน 40 ปีแล้ว
ท่านเล่าว่า ประโยชน์ศีล 5 มีมาก เช่น เป็นหลักประกันสังคมด้านต่างๆ แต่จะเดินไปด้วยดีทุกฝ่ายต้องร่วมมือ แต่ถ้าขัดกันหรือเกี่ยงกัน เช่น สำนักพระพุทธฯ ทำ วัฒนธรรมจังหวัดก็ไม่ทำ หรือวัฒนธรรมจังหวัดทำ สำนักพระพุทธฯ ก็เล่นแง่ แบบนี้เดินหน้าลำบาก
ตอนหนึ่งสมเด็จวัดปากน้ำ ได้ย้ำเตือนหนักแน่นว่า โครงการนี้เป็นของมหาเถรสมาคม มิใช่ของสมเด็จวัดปากน้ำ พระสังฆาธิการทุกรูปต้องปฏิบัติ ใครไม่ปฏิบัติถือว่าผิด ถ้าท่านช่วยมิใช่เพื่อพระสงฆ์ ยังช่วยรัฐบาลให้ชื่นใจ เมื่อประชาชนมีศีล 5
สุดท้ายสมเด็จฯ ในวัย 90 ปี ได้บอกเจ้าคณะจังหวัดทั่วประเทศทั้งมหานิกายและธรรมยุต ที่มาประชุมพร้อมกันวันนั้นว่า ควรแนะนำญาติโยมให้นำเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้ในชีวิตประจำวัน ให้เจ้าคณะจังหวัดทำเป็นตัวอย่าง โดยการปลูกพริก มะเขือ ตะไคร้ มะนาว โหระพา ไว้ข้างๆ กุฏิ เพื่อแนะนำญาติโยมว่าของที่เราต้องกินต้องใช้ทุกวัน ปลูกไว้ไม่ต้องซื้อ ถ้ามีคนต่อว่าให้มาว่าสมเด็จวัดปากน้ำ ก็แล้วกัน







