posttoday
น้ำมันต้องลด

น้ำมันต้องลด

17 พฤษภาคม 2558

อึ้งกันเป็นแถว หลังรัฐบาลมีมติให้ลดสำรองน้ำมันเชื้อเพลิงตามกฎหมายลงเมื่อวันที่ 14 พ.ค.ที่ผ่านมา

อึ้งกันเป็นแถว หลังรัฐบาลมีมติให้ลดสำรองน้ำมันเชื้อเพลิงตามกฎหมายลงเมื่อวันที่ 14 พ.ค.ที่ผ่านมา และรัฐบาลบอกว่าน่าจะทำให้ราคาขายปลีกน้ำมันลดลงเฉลี่ยลิตรละ 9 สต. แต่ในวันเดียวกันบริษัทผู้ค้าน้ำมันกลับแจ้งปรับขึ้นราคาขายปลีกน้ำมัน เบนซินขึ้นลิตรละ 60 สต. น้ำมันชนิดอื่นขึ้นลิตรละ 40 สต. ยกเว้น อี85 ไม่ปรับขึ้น ด้วยเหตุผลว่าค่าการตลาดน้ำมัน หรือกำไรจากการขายน้ำมันลดลงมาต่ำมากกว่าค่าเฉลี่ยปกติลิตรละ 1.50 บาท

ผลของราคาขายปลีกน้ำมันที่ปรับเพิ่มขึ้น สวนทางมาตรการรัฐบาลที่หวังเมื่อลดสต๊อกสำรองตามกฎหมายจะช่วยลดต้นทุนสำรองของเอกชน และนำต้นทุนที่ลดลงไปลดราคาขายปลีกน้ำมันลงดังกล่าว สะท้อนให้เห็นถึงการบริหารราคาพลังงานของรัฐบาลที่ไร้ประสิทธิภาพ หรือรัฐบาลไม่สามารถชี้นำราคาน้ำมันได้แล้ว หากเป็นเช่นนั้นจริง รัฐบาลคงต้องหาเครื่องมือใหม่เข้ามาช่วยชี้นำราคาน้ำมัน หรือลงไปตรวจสอบ เพื่อให้ทราบว่ากำไรของผู้ค้าเป็นธรรมกับผู้ใช้น้ำมันด้วยหรือไม่

ตามที่ทราบกันว่าที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ หรือ กพช. มีมติเมื่อวันที่ 14 พ.ค. ให้ลดอัตราสำรองน้ำมันเชื้อเพลิงตามกฎหมายลงจากสต๊อกปัจจุบัน กำหนดให้น้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูปสำรองไว้อย่างละ 6% หรือมีสต๊อกอยู่ที่ประเภทละ 21.5 วัน รวมแล้วมีสำรองเท่ากับ 43 วัน

แต่เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนไป ราคาน้ำมันโลกปรับตัวลดลง และการจัดหาง่ายขึ้น จึงให้ลดสำรองน้ำมันสำเร็จรูปลงจาก 6% เหลือ 1% หรือเหลือ 4 วัน แต่ยังคงสต๊อกน้ำมันดิบไว้ที่ 6% หรือ 21.5 วัน เมื่อรวมสำรองน้ำมันทั้งสองประเภทจะอยู่ที่ 25 วัน ซึ่งต้นทุนสต๊อกที่ลดลงนี้ รัฐบาลหวังให้ผู้ประกอบการไปลดราคาให้ประชาชนลิตรละ 9 สต. ทว่าด้านผู้ค้าน้ำมันเห็นว่าการลดสำรองน้ำมันสำเร็จรูปจาก 6% เหลือ 1% ทำให้ราคาขายปลีกลดลงลิตรละแค่ 4-5 สต. น้อยกว่าลดสำรองน้ำมันดิบ ที่ส่งผลให้ราคาขายปลีกลดลงมากกว่า

อย่างไรก็ตาม ในวันนั้นผู้ค้าน้ำมันกลับประกาศขึ้นราคาขายปลีก โดยให้เหตุผลว่าค่าการตลาดหรือกำไรต่ำกว่าปกติ 1.50 บาท ซึ่งขัดแย้งกับต้นทุนการค้าน้ำมันที่จะมาจากต้นทุนหลัก 2 ส่วน คือ ราคาน้ำมันในตลาดโลก กับอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทต่อเหรียญสหรัฐ ซึ่งเมื่อดูตัวเลข 3-4 วัน (11-14 พ.ค.) ก่อนที่ราคาน้ำมันจะปรับขึ้น พบว่าราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสปิดที่บาร์เรลละ 59.25 เหรียญสหรัฐ 60.75 เหรียญสหรัฐ 60.50 เหรียญสหรัฐ และ 59.88  เหรียญสหรัฐ ส่วนค่าเงินบาทเทียบเหรียญสหรัฐอ่อนค่าช่วงต้น จากนั้นปรับแข็งตัวขึ้นที่ 33.58/60 บาท 33.80/82 บาท 33.60/62 บาท และ 33.50/52 บาท

เมื่อพิจารณาจากภาพรวมทั้งหมด จึงเห็นว่าจากปัจจัยต้นทุนสำรองตามกฎหมายที่ลดลง และต้นทุนราคาน้ำมันโลก กับค่าเงินบาทเทียบเหรียญสหรัฐ ที่ไม่ได้มีผลต่อราคาน้ำมันมากนัก ผลรวมของทั้งหมดน่าจะทำให้ราคาขายปลีกน้ำมันลดลงมากกว่าปรับขึ้น จึงอยากให้รัฐบาลเข้าไปตรวจสอบ และจัดการสิ่งผิดปกติครั้งนี้

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท