บุคคลากรสถาบันอุดมศึกษาขอสวัสดิการสุขภาพ
บุคลากรในสถาบันอุดมศึกษาพบ“พินิติ”ยื่นหนังสือสานต่อเรื่องสิทธิ์ สวัสดิการด้านกองทุนสุขภาพอุดมศึกษา
บุคลากรในสถาบันอุดมศึกษาพบ“พินิติ”ยื่นหนังสือสานต่อเรื่องสิทธิ์ สวัสดิการด้านกองทุนสุขภาพอุดมศึกษา
รศ.ดร.วีรชัย พุทธวงศ์ ในฐานะ เลขาธิการศูนย์ประสานงานบุคลากรในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ พร้อมตัวแทนประธานสภาข้าราชการและพนักงานจากหลายมหาวิทยาลัย เข้าพบ รศ. ดร.พินิติ รตะนานุกูล เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) ณ ห้องประชุมชั้น 4 สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา(สกอ.) โดยได้ยื่นหนังสือเพื่อให้ทาง สกอ. สานต่อเรื่องสิทธิ์ สวัสดิการด้านกองทุนสุขภาพอุดมศึกษา
รศ. ดร. วีรชัย กล่าวว่า การบริหารงานบุคลากรประเภทพนักงานมหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นบุคลากรกลุ่มใหญ่ที่สุดอยู่ในระบบประมาณแสนกว่าคน จากบุคลากรในสถาบันอุดมศึกษาทุกประเภททั้งหมดแสนสามหมื่นคนนั้น ทั้งหมดไม่อยู่ภายใต้กฎหมายคุ้มครองแรงงานหรือกฎหมายแรงงานสัมพันธ์ แต่ หน่วยงานที่ดูแลพนักงานมหาวิทยาลัย กลับบังคับให้ บุคลากรในสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศที่ไม่ใช่ข้าราชการ เข้าไปอยู่ในระบบประกันสังคมของกระทรวงแรงงาน เพราะมีช่องว่างของกฎหมายที่ไม่ได้ห้ามไว้ แทนที่จะสร้างระบบสวัสดิการสุขภาพให้ดีเหมือนระบบเดิม เหมือนรัฐวิสาหกิจ กลับไม่ทำ ซึ่งสิทธิรักษาพยาบาลที่ได้รับแย่กว่าระบบราชการเดิม และแย่กว่าระบบของพนักงานรัฐวิสาหกิจ ทั้งนี้ ทางศูนย์ประสานงานฯ เคยเสนอโมเดลการจัดสวัสดิการด้านสุขภาพของพนักงานมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ โดยให้บริหารจัดการโดย สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช) รูปแบบเหมือนระบบข้าราชการเดิมทุกประการ และ สปสช ก็ยินดีดำเนินการให้และใช้งบประมาณเท่าเดิมโยกจากกระเป๋าซ้ายไปหากระเป๋าขวา ซึ่ง สปสช เคยทำระบบนี้สำเร็จมาแล้วกับ พนักงานของรัฐสังกัดองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ที่รวมกองทุนหัวแตก ทุก อบต. ทั่วประเทศ มาทำกองทุนที่ใหญ่ ดี มีประสิทธิภาพ ทำให้สิทธิรักษาพยาบาลระบบจ่ายตรง ที่ สปสช ดำเนินการให้ สร้างศักดิ์ศรีและเติมเติมชีวิตที่เป็นอยู่ดีขึ้นอย่างมาก พนักงาน อบต. ไม่ไหลออกจากระบบ ระบบจ่ายตรง คลุมบิดามารดาเข้าโรงพยาบาลรัฐได้ทุกแห่งทั่วประเทศ หากจะรวมกองทุน 80 มหาวิทยาลัยทั่งประเทศ โดยให้ สกอ. ช่วยผลักดัน ก็สามารถดำเนินการได้
รศ. ดร. วีรชัย กล่าวต่อว่า อาจารย์มหาวิทยาลัย กลุ่มพนักงานมหาวิทยาลัย เริ่มไหลออกจากระบบ ส่วนใหญ่เป็นคนเรียนเก่ง เช่น อาจารย์แพทย์ศัลยกรรม เรียน 12 ปีจบผู้เชี่ยวชาญศัลยแพทย์ เมื่อมีประสบการณ์สูงระยะหนึ่ง ก็ลาออกไปอยู่เอกชน หรือบางคนที่ต้องการความมั่นคง ก็ลาออกก่อนอายุ 35 ปี เพื่อไปสอบรับราชการในโรงพยาบาลต่างๆส่วนหนึ่งเพื่ออยากได้สิทธิ์รักษาพยาบาลที่ดีเหมือนระบบราชการเดิม และความมั่นคงในอาชีพ ทำให้ โรงเรียนแพทย์เกิดปัญหาสมองไหล ขาดคนเก่งกระทบต่อสังคมวงกว้าง อาชีพอาจารย์มหาวิทยาลัย เป็นอาชีพที่สะสมประสบการณ์ การคัดเลือกคนมีการคัดกรองอย่างมาก ไม่สามารถจ้างแรงงานเด็กจบใหม่ใครก็ได้มาทดแทนทันที ความมั่นคงในชีวิตการงานลดลง ไม่มีอำนาจต่อรองทางกฎหมายแรงงาน ซึ่งสวนทางกับแนวทางอุดมศึกษาในต่างประเทศ ตัวอย่างเช่น ประเทศอังกฤษได้บัญญัติกฎหมาย Equality Act 2010 มาตรา 39 และมาตรา 40 ที่กำหนดหลักเกณฑ์เพื่อขยายสิทธิและเสรีภาพของพนักงานมหาวิทยาลัย (อาจารย์ รองศาสตราจารย์ จนถึง ศาสตราจารย์) ในฐานะที่เป็นลูกจ้างตามสัญญา ให้ได้รับความเท่าเทียมกันในระบบแรงงานสัมพันธ์และปราศจากการเลือกปฏิบัติจากนายจ้างหรือระบบการบังคับบัญชาภายในองค์กร สามารถตั้งสหภาพได้ แต่ในประเทศไทยทำไม่ได้
“ทางศูนย์ประสานงานฯ ใคร่ขอวิงวอน ให้ ท่านเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา ได้โปรดดำเนินการสานต่อ เพราะในอดีต ได้มีการหารือเรื่องนี้ร่วมกันทุกฝ่ายมาจนได้ข้อสรุปเห็นชอบแล้วครั้งหนึ่งโดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องกองทุนสุขภาพอุดมศึกษา ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการการศึกษาและการกีฬาของ สนช. ก็ได้มีมติเห็นชอบในหลักการในเรื่องนี้มาก่อนหน้านี้แล้ว แต่ยังขาดเจ้าภาพในการดำเนินการให้เกิดเป็นรูปธรรม” รศ. ดร. วีรชัย กล่าว







