posttoday
74 พรรคการเมืองค้านโอเพนลิสต์

74 พรรคการเมืองค้านโอเพนลิสต์

15 พฤษภาคม 2558

74 พรรคการเมืองลั่นไม่เอาโอเพนลิสต์ ชงตัดกลุ่มการเมือง-สร้างเลือกตั้ง 2 มาตรฐาน

74 พรรคการเมืองลั่นไม่เอาโอเพนลิสต์ ชงตัดกลุ่มการเมือง-สร้างเลือกตั้ง 2 มาตรฐาน

วันที่ 15 พ.ค. ที่รัฐสภา ภายหลังการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและพรรคการเมือง เพื่อการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ โดยคณะกรรมาธิการ(กมธ.) ปฏิรูปการเมือง สภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) นายดิเรก ถึงฝั่ง ประธาน อนุกมธ.รวบรวมประเด็นในการยื่นญัตติแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ กมธ.ปฏิรูปการเมือง กล่าวว่า 1. กลุ่มการเมือง ส่วนใหญ่เห็นด้วยให้ตัดทิ้ง 2. ระบบเลือกตั้งแบบสัดส่วนผสมยังไม่ชัดเจน แต่เรื่องบัญชีรายชื่อแบบเปิด (Open List)หลังจากถกเถียงแล้วเห็นว่า ไม่สมควรบัญญัติไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ นอกจากนั้นได้เสนอให้ใช้การเลือกตั้งแบบคู่ขนานคือแบบเขตและแบบบัญชีรายชื่อ 3. ที่มาของวุฒิสภา ควรจะมาจากการเลือกตั้งทั้งหมด สืบเนื่องจากรัฐธรรมนูญค่อนข้างมาก ถอดถอนประชาชนที่เลือกตั้ง ถ้าจะถอดถอนเต็มที่ต้องมาจากเลือกตั้งทั้งหมด สว.มาจากการสรรหานั้นทำได้ แต่ต้องไม่มีอำนาจถอดถอน ให้มีอำนาจเพียงพิจารณากฎหมายอย่างเดียว เช่น ญี่ปุ่นและอังกฤษ ฯลฯ เพราะขัดกับการปกครองในระบบประชาธิปไตย

4. ที่มาของนายกฯ ส่วนใหญ่ไม่เห็นทั้งสิ้น กมธ. การเมือง เตรียมการเหตุวิกฤต เสนอให้เขียนในบทเฉพาะกาล ถ้าไม่มีนายกฯ ให้รัฐสภาเสนอนายกฯ จากคนนอกได้เพื่อแก้ปัญหา สัดส่วน 2/3 อยู่ระยะหนึ่งไม่นาน 5. 181 182 เห็นพ้องว่าให้ตัดออกทั้ง 2 มาตรา 6. คณะกรรมการดำเนินการจัดการเลือกตั้ง (กจต.) มีการอภิปรายอย่างกว้างขวางในที่สุดส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับการจัดตั้ง กจต. แต่เห็นว่าควรมี กกต. แบบเดิม แต่ต้องทำหน้าที่ให้มีคุณภาพ และมีตัวแทนพรรคบางส่วนเสนอยุบ กกต. แล้วเลือกขึ้นมาใหม่ 7. การประชามติ หลายคนไม่เข้าใจ ร่างไม่ถูกประชาชนไม่เข้าใจกันใหญ่ เอกสารประกอบ ทำความเข้าใจกันแล้ว ควรประชามติตามหลักประชาธิปไตยตามหลักสัญญาประชาประชาคม ถ้าประชามติตกก็ร่างกันใหม่ ถ้าร่างดีแล้วยังไงก็ผ่าน

นายนิรันดร์ พันทกิจ เลขาธิการฯ อธิบายเพิ่มเติมว่า 1. เรื่องกลุ่มการเมือง ส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยเนื่องจากเห็นว่าจะทำให้เกิดการเมืองสองมาตรฐาน เพราะกลุ่มการเมืองยังไม่มีกฎหมายรองรับ ส่งผลให้ประเทศย้อนยุคสู่ประชาธิปไตยแบบครึ่งใบ เกิดการขายเสียงและนำไปสู่การยึดอำนาจ นอกจากนั้นในการเลือกตั้งพรรคการเมืองจะสามารถผลักดันนโยบายได้ดีชัดเจนกว่า กลุ่มการเมืองจึงควรจดทะเบียนเป็นพรรคการเมืองเพื่อไม่ให้มีความยุ่งยาก  2. การเลือกตั้งแบบสัดส่วนผสม ยังคงมีเสียงก่ำกึ่งไม่ชัดเจนว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย แต่ประเด็นบัญชีรายชื่อแบบเปิด (Open List) เสียงส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย

อย่างไรก็ตามหากจะมี สส. ในระบบบัญชีรายชื่อตัวแทนพรรคไม่เห็นด้วยกับแบ่งเขตเป็น 6 เขต แต่ให้ใช้ประเทศเป็นเขตอย่างเดิมแทน  3. ที่มา  สว. ส่วนใหญ่เห็นว่าควรมาจากการเลือกตั้ง ซึ่งอีกด้านหนึ่งเห็นว่ามาจากวิธีใดก็ได้แต่ต้องสอดคล้องกับอำนาจ เช่น ถ้าอำนาจกลั่นกรองกฎหมายมาจากการแต่งตั้งได้ แต่หากมีอำนาจในการถอดถอนควรมาจากการเลือกตั้งของประชาชน ฯลฯ

4. เรื่องนายกฯ ไม่เห็นด้วยกับการเปิดโอกาสจากคนนอก เพราะนายกฯ จะต้องเชื่อมโยงกับประชาชน จึงควรมาจากการเลือกตั้ง สำหรับสถานการณ์วิกฤต เช่น กรณียุบสภา กมธ.ปฏิรูปการเมืองได้เสนอให้ปลัดกระทรวงรักษาการแทนในระยะสั้นๆ แล้วจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่เพื่อแก้ไขวิกฤตนั้น 5. การตรวจสอบระหว่างนิติบัญญัติและบริหาร ตามมาตรา 181 และมาตรา 182  ส่วนใหญ่เห็นว่าเป็นช่องทางที่อันตรายอย่างยิ่ง เพราะการตรวจสอบหมดไม่มีอำนาจ เนื่องจากนายกฯ สามารถยุบสภาฯ ได้เมื่อมีอภิปรายไม่ไว้วางใจแล้วนายกฯ แพ้โหวต อีกทั้งยังสามารถใช้การบล็อกอภิปรายไม่ไว้วางใจ และสามรรถชิงยื่นอภิปรายไว้วางใจได้อีกด้วย ซึ่งในทางปฏิบัติฝ่ายค้านอาจไม่สามรรถอภิปรายไม่ไว้วางใจได้ เพราะยื่นอภิรายได้เพียงปีละ 1 ครั้งเท่านั้น 6. ประเด็นการจัดตั้ง กจต.  มีการอิปรายอย่างกว้างขวาง ส่วนใหญ่เน้นไปที่การใช้งบประมาณ ซึ่งหากมี 2 องค์กรอาจจะต้องใช้งบประมาณมากขึ้น และควรที่จะพัฒนาคุณภาพในการแก้ไขปัญหาซื้อสิทธิ์ขายเสียงของ กกต.  และ 7. ประชามติ ตัวแทนบางส่วนยังไม่มีความเข้าใจว่า ที่มาของคณะกมธ.ยกร่างฯ ไม่มีความชอบธรรม จึงสมควรที่จะทำสัญญาประชาคม เพื่อที่อย่างน้อยแม้ที่มาไม่ชอบธรรม แต่ปลายทางควรได้รับเห็นชอบจากประชาชน ก่อนจะประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้

ข่าวล่าสุด

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง