
เปิดปมร้อน สปช. งัดกึ๋นแก้ร่างรัฐธรรมนูญ
เข้าสู่โค้งสุดท้ายก่อนที่สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) จะต้องยื่นญัตติแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญในวันที่ 25 พ.ค.นี้
โดย...เจษฎา จี้สละ
เข้าสู่โค้งสุดท้ายก่อนที่สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) จะต้องยื่นญัตติแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญในวันที่ 25 พ.ค.นี้ ส่งผลให้บรรดานักปฏิรูปต้องเร่งชำแหละรอยด่างของร่างรัฐธรรมนูญ พร้อมระดมความคิดเพื่อยื่นข้อเสนอแก้ไขในรายมาตรา ซึ่งมี สปช.บางกลุ่มได้ข้อสรุปแล้ว ดังนี้ประเดิมด้วยกลุ่มที่นำโดย สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ ประธานกรรมาธิการ (กมธ.) ปฏิรูปการเมือง ที่ตกผลึกข้อเสนอแล้ว 2 ประเด็น คือ 1.ไม่เห็นด้วยกับการมี “กลุ่มการเมือง” จึงเสนอให้ตัดออก เหลือเพียง “พรรคการเมือง” เท่านั้นที่มีสิทธิลงรับเลือกตั้ง และ 2.นายกฯ ต้องเป็น สส. นอกจากนั้นยังมีประเด็นที่อยู่ระหว่างการหารือ อาทิ ที่มาของ สส. และที่มาของ สว. ซึ่งจะสามารถหาข้อสรุปได้ในสัปดาห์นี้
ไม่เพียงเท่านั้น สปช.ในกลุ่มนี้ยังมี เสรี สุวรรณภานนท์ ประธาน กมธ.ปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม เป็นกุนซือใหญ่ชำแหละมุมกฎหมาย โดยยื่นข้อเสนอให้คณะกมธ.ยกร่างฯ ปรับความหนาของร่างรัฐธรรมนุญจาก 315 มาตรา ลดเหลือ 100 มาตรา ซึ่งนำรายละเอียดที่เป็นแนวทางปฏิบัติและกระบวนการสรรหาบุคคลเข้าสู่ตำแหน่งไปบัญญัติไว้ในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้อง รวมถึงนำเนื้อหาที่บัญญัติไว้ในหมวดปฏิรูปเพื่อลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเป็นธรรมไปไว้ในกฎหมายลูกต่อไป
อีกหนึ่งกลุ่มที่น่าจับตา คือ คณะที่นำโดย นพ.พลเดช ปิ่นประทีป ที่เคาะปมแก้ไขร่างรัฐธรมนูญแล้ว 4 ประเด็น ได้แก่ 1.ไม่เห็นด้วยกับ “สมัชชาพลเมือง” ที่มาจากการคัดเลือกแบบตัวแทน เพราะไม่สามารถสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชน จึงเสนอให้สมัชชาพลเมืองเป็นการรวมตัวกันของภาคประชาสังคม เพื่อสร้างประโยชน์สาธารณะร่วมกับภาครัฐ ไม่ใช่ผู้แทนประจำสมัชชา
2.ไม่เห็นด้วยกับการแยก “คณะกรรมการแต่งตั้งข้าราชการระดับสูงโดยระบบคุณธรรม” ออกจากฝ่ายการเมือง อีกทั้งยังกำหนดให้ข้าราชการและอดีตข้าราชการเท่านั้นที่มีส่วนในกระบวนการดังกล่าว จึงเสนอให้ใช้กลไกเดิม และ 3.ไม่เห็นด้วยกับการตั้ง “สภาขับเคลื่อนการปฏิรูป” ประเทศ ที่กำหนดสัดส่วนของ สปช. และ สนช. ไว้ชัดเจน เพราะอาจถูกครหาว่าสืบทอดอำนาจ จึงเสนอให้มีการคัดสรรบุคคลที่จะมาทำหน้าที่ในสภาดังกล่าวแทน
ขณะที่กลุ่ม สปช. ที่นำโดย ธีรยุทธ์ หล่อเลิศรัตน์ ประธาน กมธ.ปฏิรูปการบริหาราชการแผ่นดิน ได้ข้อสรุปในการยื่นญัตติแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญแล้ว ซึ่งมีสาระสำคัญ คือ การบัญญัติหลักการเกี่ยวกับ “ยุทธศาสตร์ชาติ” จากเดิมบัญญัติไว้ในส่วนของคณะรัฐมนตรีและการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่น แต่ สปช.ในกลุ่มเห็นว่าควรบัญญัติในส่วนแนวนโยบายพื้นฐานแห่งชาติ เพื่อเป็นแนวทางให้รัฐบาลต้องดำเนินการให้เกิดผลในทางปฏิบัติต่อไป ส่วนข้อเสนออื่นๆ เป็นเพียงการปรับถ้อยคำให้เกิดความชัดเจนและสอดคล้องกับการปฏิรูป เช่น ใช้คำว่า “พ.ร.บ.งบประมาณประจำปี” แทนคำว่า “พ.ร.บ.รายจ่ายประจำปี” เพราะครอบคลุมการทำรายรับ-รายจ่ายของรัฐบาลในอนาคต ซึ่งจะต้องจัดทำบัญชีแสดงรายรับและรายจ่ายประจำปี เป็นต้น
ส่วนประเด็นอื่นๆ ที่อยู่ระหว่างการถกเถียง เช่น มาตรา 285 เกี่ยวกับการเปิดโอกาสให้จังหวัดที่มีความพร้อมสามารถจัดการตนเอง และมาตรา 284 (5) เกี่ยวกับการจัดตั้งองค์กรบริหารการพัฒนาภาค ซึ่ง สปช.บางส่วนเสนอให้ตัดออก เพราะเห็นว่าประเทศไทยยังไม่พร้อม ขณะที่ สปช.อีกส่วนหนึ่งเห็นว่าเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องปฏิรูป







