
โรดแมปพลังงานประเทศ
การประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ซึ่ง มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธาน เมื่อวันที่ 14 พ.ค 2558 มีวาระสำคัญที่จะเป็นการวางแนวทางการพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าและพลังงานของประเทศไทยในอนาคต เพราะเป็นมาสเตอร์แปลนในการลงทุนผลิตไฟฟ้าและพลังงาน
การประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ซึ่ง มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธาน เมื่อวันที่ 14 พ.ค 2558 มีวาระสำคัญที่จะเป็นการวางแนวทางการพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าและพลังงานของประเทศไทยในอนาคต เพราะเป็นมาสเตอร์แปลนในการลงทุนผลิตไฟฟ้าและพลังงาน
โรงไฟฟ้าถ่านหิน 9 แห่ง กำลังผลิตรวม 7,365 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ 15 แห่ง กำลังผลิต 17,478 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 2 แห่ง กำลังผลิต 2,000 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้ากังหันก๊าซ 5 แห่ง กำลังผลิต 1,250 เมกะวัตต์ เป็นการผลิตของโคเจเนอเรชั่น 25 ราย กำลังผลิต 4,119 เมกะวัตต์ พลังงานหมุนเวียน 12,105 เมกะวัตต์ พลังงานสูบกลับ 3 แห่ง กำลังผลิต 2,101 เมกะวัตต์ และซื้อจากต่างประเทศ 11,016 เมกะวัตต์ จะเกิดขึ้นแน่
แต่นั่นยังไม่ฮือฮาเท่ากับมติให้ความเห็นชอบ คือ ลดสำรองน้ำมันของบริษัทผู้ค้าน้ำมันลงประมาณ 25 วัน จากเดิม 43 วัน โดยแบ่งเป็นน้ำมันดิบ 6% ส่วนน้ำมันสำเร็จรูปจากเดิม 6% ลดเหลือ 1% พร้อมทั้งมอบหมายให้กระทรวงพลังงานไปดำเนินการกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการที่เหมาะสมต่อไป ซึ่งจะส่งผลดีต่อประชาชนเพราะทำให้ต้นทุนในการสำรองของประเทศลดลงและคาดว่าจะทำให้ราคาน้ำมันลดลง 9 สตางค์/ลิตร
นอกจากนี้ ยังอนุมัติกรอบแนวทางการดำเนินการบริหารจัดการแหล่งก๊าซธรรมชาติของไทย คือ แหล่งบงกชที่บริษัท ปตท.สผ. ได้รับสัมปทานอยู่ และมีกำลังผลิตวันละ 630 ล้านลูกบาศก์ฟุต และแหล่งบงกชใต้ผลิตวันละ 320 ลูกบาศก์ฟุต และแหล่งเอราวัณที่มีสัญญาสัมปทานกับ บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต กำลังการผลิต 1,240 ล้านลูกบาศก์ฟุต ที่สัมปทานจะสิ้นสุดอายุในปี 2565–2566
ความสำคัญของแหล่งผลิตข้างต้นนั้น คือเป็นแหล่งที่มีกำลังการผลิตรวมสูงถึง 2,200 ล้านลูกบาศก์ฟุต/วัน หรือเทียบเท่ากับ 76% ของปริมาณการผลิตก๊าซในอ่าวไทย หรือเท่ากับ 44% ของปริมาณการจัดหาก๊าซธรรมชาติของประเทศ เมื่อสิ้นอายุสัมปทานพื้นที่เหล่านี้จะยังมีปริมาณสำรองก๊าซที่มีศักยภาพอยู่จึงให้ดำเนินการศึกษาใน 1 ปีว่าจะทำอย่างไร
แปลงสัมปทานที่กำลังจะหมดอายุนี้ เมื่อหมดอายุลงตามกฎหมายจะต่อสัญญาไม่ได้จะกลายเป็นของรัฐ ดังนั้นถ้าไม่ชัดเจนว่าจะทำอย่างไรต่อไปจะไม่มีการลงทุนเพิ่มเติม เพราะแหล่งก๊าซอ่าวไทยเป็นกระเปาะต้องขุดหลุมจำนวนมาก เพราะหลุมมีอายุเพียง 3 ปี ลงทุน 8 หมื่น-1 แสนล้านบาท/ปี ก็จะกระทบให้ปริมาณก๊าซทยอยลดลงจนถึงปี 2555-2556 และหายไปทั้งหมด 2.1-2.5 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต/วัน และต้องนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลวเข้ามาทดแทนซึ่งมีราคาแพงจะกระทบต่อค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (Ft) 85 สตางค์/หน่วย
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า การอนุมัติแผนพัฒนาผลิตกำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศ การลงทุนพลังงานทดแทนพลังงานทางเลือก การวางแผนลงทุนในระบบสายส่ง การวางระบบท่อก๊าซ ไม่มีการเอื้อประโยชน์ใคร ทุกอย่างไม่มีการเจรจาเอื้อผลประโยชน์
“ทุกเรื่องเขาตกลงกันที่นี่โดยคณะกรรมการนโยบายพลังงาน 2 คณะ เรกูเลเตอร์อีก คุณจะเจรจากับใครต้องเอามติที่ประชุมไปคุยไม่ใช่คุยส่วนตัว ไปคุยส่วนตัวผมก็ไม่รับ จะเอามาเสนอผมก็ไม่อนุมัติ ต้องเป็นไปตามนี้หลักการในนี้” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
น.ส.รสนา โตสิตระกูล สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) กล่าวว่า มติ กพช.ที่เห็นชอบในหลักการให้ลดอัตราสำรองน้ำมันเชื้อเพลิงตามกฎหมายให้เหลือจำนวนวันสำรอง 25 วัน จาก 43 วัน นั้น คนที่จะได้ประโยชน์ทันทีคือโรงกลั่นที่ทุนส่วนหนึ่งจะไม่จมไปกับการสำรองน้ำมัน แต่ประชาชนจะได้ประโยชน์จากน้ำมันที่ลดลงหรือไม่ก็ต้องไปรอดูอีกที โดยโรงกลั่น 4 โรงจากทั้งหมด 6 โรงนั้น บริษัท ปตท. เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ และมีปริมาณการผลิตมากที่สุด
อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอเรื่องปริมาณการสำรองเพื่อลดต้นทุนโรงกลั่นนั้น ควรมาควบคู่กับการให้ยกเลิกไม่ต้องอ้างอิงราคานำเข้าจากสิงคโปร์ เพื่อให้โรงกลั่นแข่งขันกันเต็มที่ หากทำได้ก็จะเกิดประโยชน์กับประชาชนมาก
ขณะที่ นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจากปิโตรเลียม กล่าวว่า การลดสำรองน้ำมันสำเร็จรูปลงเหลือ 1% หากทำให้ต้นทุนของบริษัทลดลงได้ก็พร้อมที่จะลดราคาลง แต่ต้องประเมินต้นทุนการจัดหาน้ำมันด้วย แต่ปกติแล้วการสำรองน้ำมัน 1% จะมีผลต่อราคาขายปลีกเฉลี่ย 4-5 สตางค์/ต่อลิตร
นายพิทักษ์ รัชกิจประการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี กล่าวว่า นโยบายดังกล่าวจะส่งผลให้บริษัทผู้ค้าน้ำมันต่างๆ สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงกลับไปสู่ผู้บริโภค







