
จากกะเหรี่ยงถึงโรฮีนจา ดาบสองคมตั้งศูนย์พักพิง
ท่าทีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ต่อปัญหาชาวโรฮีนจาอพยพด้วยแนวคิดจัดตั้งศูนย์ควบคุมเพื่อรอการผลักดันกลับ
โดย...ทีมข่าวภูมิภาคโพสต์ทูเดย์
ท่าทีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ต่อปัญหาชาวโรฮีนจาอพยพ ด้วยแนวคิดจัดตั้งศูนย์ควบคุมเพื่อรอการผลักดันกลับ แม้จะเป็นการยืนหยัดบนหลักมนุษยชน แต่ถึงที่สุดแล้ว ไม่ว่าจะเรียกชื่อศูนย์นี้ว่าอย่างไร ก็ไม่ต่างกับการเปิดศูนย์อพยพหรือศูนย์พักพิงที่เคยเปิดรับชาวกะเหรี่ยง-ไทยใหญ่ ผู้หนีภัยการสู้รบตามแนวชายแดนพม่าในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ซึ่งปัจจุบันยังมีอยู่ 9 แห่ง กระจายกันตามแนวชายแดนตั้งแต่ จ.เชียงราย แม่ฮ่องสอน ตาก มาถึงราชบุรี และยังมีผู้หนีภัยอีกนับแสนคนที่ยังไม่สามารถส่งกลับออกไปได้ นอกจากภาระของรัฐบาลไทยที่ต้องดูแลแล้ว บางพื้นที่ซึ่งระบบการควบคุมย่อหย่อนกลับสร้างปัญหาขึ้นอีก อาทิ อาชญากรรม การลักลอบทำงาน ปัญหาสิ่งแวดล้อม ขยะ น้ำเสียจากศูนย์อพยพ
การเปิดศูนย์ควบคุมเพื่อรอผลักดัน จึงเป็นเพียงแค่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ในขณะที่สายตาโลกกำลังเรียกร้องให้ประเทศไทยยึดหลักมนุษยธรรม ซึ่งหากขาดการวางระบบควบคุม ขาดความจริงใจขององค์กรระหว่างประเทศที่จะเข้ามาช่วยเหลือในการนำผู้อพยพเหล่านี้กลับถิ่นฐาน ก็จะเป็นภาระอันไม่มีที่สิ้นสุดของประเทศไทย
ในมุมมองของมุสลิมเช่นเดียวกับชาวโรฮีนจา อารี อารีฟ กรรมการสภาเครือข่ายช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม สำนักจุฬาราชมนตรี แม้จะเห็นว่าการจัดตั้งศูนย์ควบคุมรองรับชาวโรฮีนจาเป็นแนวคิดที่ดี แต่วิธีการแก้ปัญหาต้องคำนึงทั้งด้านความมั่นคงและมนุษยธรรมให้มีความสมดุลกัน
“ต้องเชิญหน่วยงานองค์กรที่เกี่ยวข้องมาร่วมกันทำงาน ทั้งหน่วยงานราชการและเอ็นจีโอ ไม่ว่าจะเป็นเอ็นจีโอในประเทศหรือในระดับอินเตอร์ ไม่ว่าจะเป็นสหประชาชาติ หรือองค์กรความร่วมมืออิสลาม หรือโอไอซี ช่วยกันวางแผนอย่างเป็นระบบ ดูแลให้คนเหล่านี้ได้มีชีวิตรอด และรอการส่งกลับไปยังประเทศที่สามต่อไป”
ขณะที่มุมมองของ ชัยรัตน์ สุขบาล นักธุรกิจอดีตรองนายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองป่าตอง จ.ภูเก็ต ให้น้ำหนักกับผลกระทบต่อชุมชนในพื้นที่
“ควรทำประชาพิจารณ์คนในชุมชนพื้นที่นั้นๆ ว่าเขาเห็นด้วยหรือไม่ มีการดูแลป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาสังคมตามมา เนื่องจากกลุ่มโรฮีนจาเป็นมุสลิม มีข้อจำกัดเรื่องศาสนา ไปปะปนกับกลุ่มพุทธอาจเกิดปัญหาได้ รวมทั้งต้องยืนยันได้ว่าไม่ออกมารบกวนหรือสร้างปัญหาให้กับพื้นที่หรือชุมชนนั้นๆ”
ด้าน สรายุทธ มัลลัม อุปนายกสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ต กล่าวว่า การตั้งศูนย์ควบคุมชาวโรฮีนจาไม่ควรอยู่ในพื้นที่ท่องเที่ยวของประเทศไทย
“ถ้าจะอยู่ชั่วคราว ต้องชั่วคราวจริง ควรกำหนดระยะเวลาเพื่อป้องกันปัญหาที่จะตามมาในอนาคต”
ความเห็นเหล่านี้สะท้อนมุมมองจากประสบการณ์ของผู้ที่ล้วนใกล้ชิดปัญหา เพราะปัญหาผู้อพยพโรฮีนจาไม่ใช่เรื่องใหม่ แนวคิดการตั้งศูนย์ควบคุมในประเทศไทยนั้นเคยเกิดขึ้นและมีกระแสต่อต้านกันมาแล้ว
ช่วงเดือน มิ.ย. 2556 ชาว อ.ชะอวด จ.นครศรีธรรมราช กว่า 2,000 คน รวมตัวคัดค้านกรณีสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะก่อสร้างศูนย์ควบคุมโรฮีนจาในพื้นที่ โดยเกรงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับชุมชน
กระทั่งดำริล่าสุดของนายกรัฐมนตรี พล.ร.ท.สายันต์ ประสงค์สำเร็จ ผู้บัญชาการกองทัพเรือภาคที่ 3 ในฐานะผู้ปฏิบัติในพื้นที่อันดามัน บอกว่า การที่จะตั้งแคมป์พักชั่วคราวแก่กลุ่มโรฮีนจาเป็นเรื่องระดับนโยบายที่ต้องหารือกันอีกครั้ง เนื่องจากว่าเกาะในทะเลด้านอันดามัน ส่วนใหญ่ถูกประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติทางทะเลหมดแล้ว
“การที่จะหาเกาะเหมือนเป็นค่ายของชาวโรฮีนจาในฝั่งทะเลอันดามัน ถ้าด้านล่างลงมาจากระนองแล้ว ไม่มีเกาะที่เหมาะสม ส่วนใหญ่เป็นอุทยานฯ และเป็นเกาะที่ถ้าหากนำชาวโรฮีนจาไปไว้ จะเป็นภาระเรื่องการส่งกำลังบำรุง คงต้องพิจารณาในรายละเอียดอีกครั้งหนึ่งว่า เกาะที่ว่ามีความประสงค์อย่างไร ยังไม่มีการประสานกัน ขึ้นกับเป้าหมายว่ารับผู้อพยพจำนวนมากน้อยแค่ไหน และอยู่ห่างจากฝั่งมากน้อยเพียงใด เพราะมีความจำเป็นต้องดูแลในด้านเสบียงอาหาร น้ำต่างๆ โดยขอให้เป็นเรื่องนโยบายดีกว่า ถ้าไม่ชัดเจนจะเป็นปัญหา”
อย่างไรก็ตาม ผู้บัญชาการกองทัพเรือภาคที่ 3 ยืนยันว่ากรณีปัญหาชาวโรฮีนจามีการเฝ้าระวังตลอดพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่เข้าและเป็นช่องทางผ่าน คือ ตั้งแต่น่านน้ำรอยต่อกับประเทศเพื่อนบ้านด้านบน จนถึงน่านน้ำรอยต่อกับประเทศเพื่อนบ้านด้านล่างที่ จ.สตูล ซึ่งศูนย์ประสานงานรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.เขต 3) หน่วยปฏิบัติซึ่งเฝ้าระวังอยู่ ไม่พบการเข้ามาทางทะเลในช่วง 5-6 เดือนที่ผ่านมา
น่าจับตาว่าแนวทางการช่วยเหลือและแก้ปัญหาผู้อพยพโรฮีนจาของรัฐบาลไทยจะเป็นอย่างไร โดยเฉพาะการร่วมมือในระดับนานาชาติ แก้ปัญหาที่ต้นเหตุ ซึ่งน่าจะเป็นทางออกที่ถูกต้องเหมาะสมที่สุด







