
โฆษกตร.เผย "โกโต้ง" จ่อเข้ามอบตัว
"ประวุฒิ" เผย โกโต้ง จะขอเข้ามอบตัวเร็วๆนี้ ชี้เป็นตัวการใหญ่สั่งการทั้งขบวนการ ยันไม่มีต่อรองเรื่องเงื่อนไขการมอบตัว
"ประวุฒิ" เผย โกโต้ง จะขอเข้ามอบตัวเร็วๆนี้ ชี้เป็นตัวการใหญ่สั่งการทั้งขบวนการ ยันไม่มีต่อรองเรื่องเงื่อนไขการมอบตัว
เมื่อวันที่ 14 พ.ค. พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ผู้ช่วยผบ.ตร.)โฆษก ตร. กล่าวถึงความคืบหน้าคดีค้ามนุษย์ชาวโรฮีนจา ในพื้นที่ภาคใต้ว่า ตอนนี้ศาลได้อนุมัติออกหมายจับผู้เกี่ยวข้องไปแล้ว 61 หมาย ก่อนหน้านี้มีการจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับ รวมทั้งอายัดและเข้ามอบตัวไปแล้ว 22 ราย วันนี้จับเพิ่มรวมมอบตัวได้อีก 4 ราย รวมเป็น 26 ราย ส่วนการออกหมายจับยังไม่ได้ขอเพิ่ม ในส่วนของความคืบหน้าการติดตามตัวนายปัจจุบัน อังโชติพันธุ์ หรือโกโต้ง อดีตนายก อบจ.สตูล นั้นยังไม่ได้รับการยืนยันชัดเจนว่าหลบหนีไปอยู่ที่ใด แต่มีความเป็นไปได้ว่าอาจติดต่อขอเข้ามอบตัวเร็วๆนี้
เมื่อถามว่าโกโต้งถือเป็นตัวการใหญ่ที่สุดหรือไม่ พล.ต.ท.ประวุฒิ ตอบว่า จากข้อมูลพบว่าเป็นบุคคลที่สามารถดูแลสั่งการได้หลายๆหน่วยในขบวนการค้ามนุษย์ ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับการประสานจากคนสนิทของนายปัจจุบัน และไม่มีการต่อรองในการติดต่อขอเข้ามอบตัว ส่วนก่อนหน้านี้ที่มีข่าวว่าผู้ต้องสงสัยขอเข้ามอบตัวและมีการต่อรองขอประกันตัวและตำรวจได้ตอบรับอย่างไรบ้างนั้น ขอยืนยันว่าหากขอเข้ามอบตัวคือการเข้ามอบตัวเท่านั้น ส่วนเรื่องการประกันตัวเป็นเรื่องในชั้นศาล
โฆษก ตร. กล่าวว่า ขณะนี้ไม่พบหลักฐานความชัดเจนว่ามีการเคลื่อนไหวอยู่ในประเทศเพื่อนบ้านแต่อย่างใด โดยก่อนหน้านี้คนใกล้ชิดนายปัจจุบันได้ประสานเข้ามอบตัวแต่ยังไม่สำเร็จ อย่างไรก็ดีสำหรับความร่วมมือกับประเทศมาเลเซียนั้นเป็นไปด้วยดี แต่ขณะนี้เกิดเหตุพร้อมกัน 2 ประเทศ โดยเมื่อวันที่ 13 พ.ค.ที่ผ่านมาที่มาเลเซียเพิ่งแถลงข่าวจับกุมผู้ลักลอบเข้าเมือง ทั้งชาวบังคลาเทศและชาวพม่าหลายสิบราย โดยรวมแล้วมีมากกว่า 1,000 คน และอาจมีลอยลำอยู่อีกหลายร้อยคน ซึ่งทั้งสองประเทศได้ร่วมมือกันในทางตำรวจเป็นอย่างดี ทั้งการแบ่งปันข้อมูลการสืบสวนเกี่ยวกับแหล่งที่มีการค้ามนุษย์ในพื้นที่รอยต่อชายแดน
พล.ต.ท.ประวุฒิ กล่าวว่า สำหรับกลุ่มค้ามนุษย์ของโกโต้งนี้ถือเป็นกลุ่มหลัก แต่อาจมีเพิ่มเติมอีกหากมีการจับกุมและสารภาพเพิ่ม แต่แนวทางการสืบสวนตอนนี้เกือบครบแล้ว ทั้งต้นทางถึงปลายทาง ทั้งขบวนการ ส่วนกระแสข่าวก่อนหน้านี้เกี่ยวกับทหารเข้ามาเกี่ยวข้องยศ “พ.อ.” ไม่มีจริงตามข่าวลือ เท่าที่รู้ยังไม่มีข้าราชการระดับสูงถึงขนาดนั้นเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่ปัญหานี้เป็นปัญหาที่มีมานาน เจ้าหน้าที่ในพื้นที่เห็นเป็นเรื่องธรรมดา แต่มันผิดกฎหมาย
“ล่าสุด ผบ.ตร. มีคำสั่งให้หน่วยงานพื้นที่ทุกหน่วยดูแลตรวจสอบการลักลอบเข้าเมืองของชาวโรฮีนจาอย่างผิดกฎหมาย ทั้งภาค 7 ภาค 8 ภาค 9 ตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ตำรวจน้ำ ตำรวจป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ (ปคม.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในและต่างประเทศทั้งหมดเพื่อแก้ปัญหานี้ โดยทางการไทยและมาเลเซียได้ตั้งทีมงานเพื่อทำงานร่วมกันเกี่ยวกับเรื่องขบวนการค้ามนุษย์ขึ้นมาอีกด้วย ในส่วนของ ตร. มี บช.ก. กองปราบปราม ปคม. และตำรวจน้ำ ออกแผนร่วมกันเพื่อป้องกันปัญหาการลับลอบหลบหนีเข้าเมือง โดยตำรวจน้ำดูแลทางน้ำและชายฝั่ง กองปราบดูเรื่องคนร้ายข้ามชาติ ปคม.ดูเรื่องการแสวงหาข้อมูลหลบหนีเข้าเมืองผิดกฎหมาย หากพบเรื่องใดเกี่ยวข้องกับประเทศมาเลเซียก็ส่งคืนให้ประเทศมาเลเซียต่อไป”พล.ต.ท.ประวุฒิกล่าว
พล.ต.ท.ประวุฒิ กล่าว่า ตั้งแต่ทางการไทยเข้มงวดตรวจสอบการหลบหนีขึ้นฝั่งของขบวนการค้ามนุษย์ พบว่าชาวโรฮีนจาขึ้นฝั่งไทยไม่ได้ จึงไปขึ้นฝั่งที่มาเลเซียและเกาะลังกาวีแทน หรือบางส่วนลอยลำรอขึ้นฝั่งอยู่ ซึ่งบางครั้งถูกกระแสน้ำพัดไปอินโดนีเซียก็มี ถ้าเราสกัดกั้นจริงๆก็ขึ้นไม่ได้ เพื่อสกัดกั้นไม่ให้เข้ามาทาง ผบ.ตร. สั่งทุกหน่วยบูรณาการร่วมกัน แต่อาจเป็นไปได้ว่าหากไม่สามารถขึ้นฝั่งชายทะเลได้อาจเดินเท้าหรือเข้ามาทางรถยนต์ตามแนวชายแดนทางทิศตะวันตกจากประเทศพม่า ก็ต้องมีการเฝ้าระวังและปิดทางทั้งหมด นอกจากนี้ได้พูดคุยกับประเทศพม่าโดยคุยผ่านผู้ช่วยตำรวจไทยที่เป็นผู้ประสานงาน แต่ยังไม่มีความชัดเจน จากนี้คงต้องมีเวทีสำหรับประเทศไทยและประเทศพม่าเพื่อพูดคุยเรื่องปัญหาโรฮีนจาอย่างจริงจังต่อไป
“ที่ผ่านมาไทยกับพม่าเป็นการขอความร่วมมือแต่ยังไม่มีความชัดเจน ต้องพูดคุยกันต่อไป ส่วนในไทยจากจุดสุดท้ายที่พบชาวโรฮีนจาและยึดค่ายกักกันจำนวนมากซึ่งเชื่อว่ามีผู้อาศัยกว่า 1,000 คนนั้นน่าจะเป็นการคลาดเคลื่อน เพราะโรงทำด้วยไม้ไผ่ น่าจะอยู่ได้ประมาณ 12-13 คน และมี 20 อาคาร อยู่ได้ไม่น่าเกิน 200-300 คนเท่านั้น จากลักษณะการก่อสร้างอาคารอาจมีการหมุนเวียนเข้ามาไม่ได้อาศัยอยู่เต็มพื้นที่ตลอดเวลา”โฆษก ตร. ระบุ
โฆษก ตร. กล่าวถึงการโยกย้ายนายตำรวจจำนวนมากว่า ถือเป็นหนึ่งในกระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริง เป็นการเปิดโอกาสให้ชุดสืบสวนทำงานได้อย่างเต็มที่เพื่อความกระจ่างชัดของคดี อย่างไรก็ตามหากพบว่าขบวนการค้ามนุษย์นี้เกิดขึ้นมานานแล้วกี่ปี ก็ต้องทำการสืบสวนย้อนหลังไปทั้งหมดโดยต้องถูกดำเนินคดีอาญาร้ายแรงแต่หากผู้ใดไม่เกี่ยวก็จะคืนความเป็นธรรมให้ต่อไป นอกจากนี้การโยกย้ายดังกล่าวถือเป็นการป้องปรามเจ้าหน้าที่ที่อาจปล่อยปละละเลยหรือเข้าไปเกี่ยวข้องในอนาคตว่าจะต้องถูกดำเนินการ เช่นเดียวกัน อาทิ หน่วยงานตำรวจตรวจคนเข้าเมือง และ ตำรวจป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ ที่มีหน้าที่โดยตรง







