
ยื่นสปช.ทำแผนแม่บทคุมใช้สารเคมีในอุตฯเหมืองแร่
เครือข่ายประชาชนยื่นหนังสืออนุกมธ.ปฏิรูปทรัพยากรน้ำ สปช. ทำแผนแม่บทคุมใช้สารเคมี ในอุตสหกรรมเหมืองแร่ ปิโตรเลียม ป้องกันกระทบแหล่งน้ำ
เครือข่ายประชาชนยื่นหนังสืออนุกมธ.ปฏิรูปทรัพยากรน้ำ สปช. ทำแผนแม่บทคุมใช้สารเคมี ในอุตสหกรรมเหมืองแร่ ปิโตรเลียม ป้องกันกระทบแหล่งน้ำ
เมื่อวันที่ 14 พ.ค. ตัวแทนเครือข่าย Stop Fracking Thailand ได้ยื่นหนังสือถึงนายปราโมทย์ ไม้กลัด ประธานอนุกรรมาธิการปฏิรูปทรัพยากรน้ำ ในคณะกรรมการปฏิรูปทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เพื่อขอเรียกร้องให้กำหนดการห้าม การควบคุม และการตรวจสอบการดำเนินกิจการต่างที่จะเป็นผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และระบบน้ำในแผนแม่บทการบริหารจัดการน้ำ โดยนายหาญณรงค์ เยาวเลิศ ผู้ช่วยเลขานุการกมธ.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นผู้รับหนังสือแทน
สำหรับข้อเสนอของทางกลุ่มระบุว่าให้กำหนดข้อห้าม ให้มีการควบคุมตรวจสอบการดำเนินกิจกรรมของอุตสหกรรมเหมืองแร่ ที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพน้ำบาดาล น้ำฝน และน้ำท่า ทั้งระบบ จากกระบวนการผลิตทุกขั้นตอน เนื่องจากการใช้สารเคมีหรือปฏิิกริยาของวัสดุสินแร่และสารต่างๆ ที่อยู่ต่างธรรมชาติ โดยให้มีใจความไปครอบคลุมไปถึงการลงโทษผู้กระทำผิด การแก้ไขป้องกันเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน และการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ และการห้ามทำเหมืองอย่างเด็ดขาดในพื้นที่สำคัญและพื้นที่อนุรักษ์ป่าต้นน้ำ และขอให้กำหนดแผนแม่บทที่รวมไปถึงการดำเนินการติดตั้งแท่นขุดเจาะสำรวจและผลิตปิโตรเลียมด้วยสารเคมี ที่จะมีการใช้สารอันตรายและใช้น้ำเป็นปริมานมาก โดยกำหนดห้ามทำการสำรวจจนว่าจะพิสูจน์ได้ว่าไม่เกิดผลกระทบต่อน้ำใต้ดิน และปริมาณการใช้น้ำของภาคประชาชน
ทั้งนี้ ทางกลุ่มตัวแทนเครือข่ายฯ ได้ยกตัวอย่างการทำเหมืองแร่ "อัครา" ซึ่งขณะนี้ได้รับการขยายสัมปทานเพิ่มเป็น 1 ล้านไร่ มีการใช้สารไซยาไนต์ ในการแยกสินแร่ทองคำ ทำให้เกิดอันตรายกับประชาชน ทำให้ประชาชนเจ็บป่วยเพราะบริโภคน้ำที่มีสารพิษจนต้องอพยพ ทิ้งบ้านเรือน โรงเรียน วัด โดยประชาชนกว่าครึ่งที่เข้ารับการรักษาพบว่ามีสารโลหะหนักเกินมาตรฐาน ขณะที่การขุดเจาะสำรวจปิโตรเลียมภาคอีสาน เช่น ต.นามูล จ.ขอนแก่น มีการใช้สารเคมีกว่า 12 ชนิดในการขุดเจาะ ทั้งที่ประเทศอื่นสั่งห้ามไม่ให้ใช้แล้ว







