
คนค้าคน
โดย...อรุณ จิรชวาลา
โดย...อรุณ จิรชวาลา
เรื่อง 2 เรื่องที่ฟังดูไม่น่าจะเกี่ยวข้องกัน แต่ก็เกิดขึ้นในเวลาไล่เลี่ยและต่อเนื่องกัน นั่นก็คือเรื่องประชาคมยุโรป หรืออียู ให้ใบเหลืองประมงไทยกับเรื่องค้ามนุษย์ชาวโรฮีนจา 2 เรื่องนี้เป็นข่าวหน้า 1 ติดต่อกันมาเกือบเดือนแล้ว มีแง่มุมใหม่ๆ ออกมาตลอดเวลา ยิ่งสาวยิ่งลึกและยิ่งพัวพันยุ่งเหยิง
เริ่มด้วยอียูประกาศให้ใบเหลืองประมงไทย เมื่อวันที่ 21 เม.ย.ที่ผ่านมา โดยให้เหตุผลว่า เรายังทำการประมงแบบผิดกฎหมาย ไม่รายงาน และไร้การควบคุม ซึ่งกระทบความยั่งยืนของทรัพยากรทางทะเล
เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ เป็นเรื่องที่เขาเตือนเรามา 6-7 ปีแล้ว และเราก็ยอมรับ พร้อมกับรับปากว่าจะปรับปรุงแก้ไข แต่การแก้ปัญหาไม่มีความคืบหน้าเท่าที่ควร ทุกครั้งที่เขาส่งทีมงานมาตรวจสอบ เราก็เอาผักชีโรยหน้า จนในที่สุดเขาก็ส่งทีมมาสืบสวนในทางลับ และเมื่อเห็นสภาพที่แท้จริงก็ประกาศลงโทษเราตามที่เป็นข่าว
ในตัวของมันเอง การทำประมงผิดกฎหมายเป็นเรื่องที่ใหญ่มากอยู่แล้ว เช่น การทำในพื้นที่ห้ามทำ การจับเกินโควตา การจับสัตว์น้ำขนาดเล็กกว่ามาตรฐาน การใช้อุปกรณ์ผิดกฎหมาย เช่น อวนลากที่ทำลายปะการัง นอกจากนี้ยังมีเรื่องเรือเถื่อน เรือสวมทะเบียน เรือไม่มีสัญชาติ เรือที่ชักธงประเทศที่ไม่ได้รับอนุญาต รวมทั้งการขนถ่ายสินค้าจากเรือผิดกฎหมาย เป็นต้น
แต่มีปัญหาใหญ่อีกปัญหาหนึ่งที่อยู่ในใจทุกคน โดยที่อียูไม่ต้องเน้นเป็นพิเศษ นั่นก็คือการใช้แรงงานผิดกฎหมายบนเรือประมง แรงงานเหล่านี้ถูกล่อลวงและถูกซื้อขายต่อกันมาเป็นทอดๆ ทอดสุดท้ายเจ้าของเรือหรือไต้ก๋งต้องจ่ายหัวละนับหมื่นบาท ทำให้ชีวิตบนเรือถูกใช้งานเยี่ยงทาสโดยไม่ได้ผลตอบแทน หรือได้แต่น้อย ต้องถูกกักขังและอยู่อย่างอดๆ อยากๆ บางครั้งถูกทำร้ายร่างกายอย่างทารุณโหดร้าย มีเรื่องร่ำลือเกี่ยวกับการถูกลงโทษด้วยการจับโยนลงทะเล และปล่อยให้จมน้ำตาย
แรงงานทาสเหล่านี้แทบจะไม่มีโอกาสขึ้นฝั่ง เพราะมีระบบส่งต่อจากเรือที่จะเข้าฝั่งไปให้เรือที่ยังอยู่ในทะเล นานๆ ครั้งจะมีคนหลบหนีได้สำเร็จ เป็นที่มาของเรื่องสยองขวัญต่างๆ ที่เราได้ยินได้ฟังกัน
ความวัวไม่ทันหาย ความควายก็มาแทรก เมื่อมีการพบหลุมศพชาวโรฮีนจา 26 ศพ กลางป่าลึกในปาดังเบซาร์ เมื่อวันที่ 1 พ.ค. ไม่ต้องสืบสวนสอบสวนมากก็ทราบว่าเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการค้ามนุษย์ที่เป็นเครือข่ายใหญ่ มีนักการเมืองท้องถิ่นและเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปเกี่ยวข้อง รวมทั้งมีชาวโรฮีนจาด้วยกันเองช่วยเป็นนายหน้าและช่วยประสานงาน เป็นธุรกิจที่มีเงินหมุนเวียนนับพันล้านบาท
ชาวโรฮีนจาเป็นมุสลิม และเป็นชนกลุ่มน้อยในรัฐยะไข่ของพม่า มีความเป็นอยู่แร้นแค้นและใฝ่ฝันที่จะมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในรัฐอิสลามที่เจริญกว่าอย่างมาเลเซีย หรืออินโดนีเซีย หรือในประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างออสเตรเลีย คนเหล่านี้จะถูกนายหน้าชักจูงให้อพยพ ส่วนใหญ่ทางเรือจากพม่าหรือบังกลาเทศ โดยมีเรือจากไทยไปรับและพามาขึ้นบกที่ระนอง พังงา ภูเก็ต หรือสตูล จากนั้นก็มีรถมารับไปส่งที่แคมป์กลางป่าใกล้ชายแดนมาเลเซียซึ่งมีอยู่หลายแห่ง รอเวลาที่จะได้ไปตั้งถิ่นฐานในประเทศที่สาม
โรฮีนจาบางคนที่ครอบครัวมีฐานะอาจถูกจับตัวไว้เพื่อเรียกค่าไถ่ บางครั้งแม้จะได้เงินมาแล้วก็ไม่ปล่อยตัว อ้างว่ายังไม่ได้รับเงิน และขอให้โอนซ้ำ ผู้หญิงบางคนที่หน้าตาดี แทนที่จะได้อพยพ กลับถูกส่งตัวไปค้าบริการทางเพศ บางคนเจอปัญหาประเทศที่สามไม่รับ และอีกบางคนถูกขายให้ไปทำงานบนเรือประมง
คนทำผิด คิดหนี หรือไร้ประโยชน์แล้ว อาจถูกลงโทษด้วยการทำร้ายร่างกาย รวมทั้งอาจถูกสังหารหมู่ และศพถูกฝังรวมในหลุมขนาดใหญ่ เป็นที่มาของข่าวที่ครึกโครมไปทั่วโลก และทำให้ประเทศไทยได้ชื่อว่ามีธุรกิจค้ามนุษย์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก
หากเอาเรื่องใบเหลืองประมงไทยกับเรื่องชาวโรฮีนจามาพิจารณาร่วมกันในมิติของการค้ามนุษย์ จะเห็นว่าไม่ใช่ชาวโรฮีนจาเท่านั้นที่ถูกล่อลวงมาขาย แต่คนไทยด้วยกันเองอาจจะจำนวนไม่น้อยกว่ากัน ก็ตกอยู่ในชะตากรรมคล้ายคลึงกัน โดยในภาคใต้ เมืองที่เป็นศูนย์กลางใหญ่ของการค้ามนุษย์น่าจะเป็นสงขลากับระนอง รองลงไปมีพังงา ภูเก็ต สตูล ยะลา และนราธิวาส ส่วนในภาคกลาง นอกจากกรุงเทพฯ ก็มีสมุทรปราการ กับสมุทรสาคร
เครือข่ายที่ประกอบธุรกิจค้ามนุษย์เข้าใจว่ามีหลายเครือข่าย บางครั้งแข่งขันและแย่งชิงกันเอง บุคคลที่เกี่ยวข้องมีมากหน้าหลายตา ทั้งพ่อค้า นักการเมืองท้องถิ่น ตำรวจ ทหาร และอื่นๆ มีระบบนายหน้าและระบบรักษาความปลอดภัยที่ซับซ้อน บางครั้งมีประชาชนที่ทนดูไม่ได้ และแจ้งเบาะแสให้กับทางการ แต่ก็ไม่สามารถหยุดยั้งขบวนการค้ามนุษย์ได้ ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะบางครั้งเหยื่อเองก็ไม่รู้ตัว หลงคิดว่ากำลังจะได้งานทำ อีกส่วนหนึ่งเพราะความผิดยังไม่สำเร็จ ทำให้ไม่ถูกฟ้อง หรือถูกยกฟ้อง
โดยปกติสังคมไทยเป็นสังคมที่ค่อนข้างเปิด หลายคนจึงอาจรู้สึกเป็นเรื่องเหลือเชื่อที่เรายังมีมุมมืดสนิทที่ไม่เพียงแฝงตัวอยู่อย่างเงียบๆ แต่สามารถเติบโตและขยายเครือข่ายเข้าไปในหลายพื้นที่ ที่จริงประเทศไทยถูกเตือนในเรื่องนี้มานานแล้ว เช่น สหรัฐ เมื่อกลางปีที่แล้วก็ลดชั้นของเราลงไปอยู่ในเทียร์ 3 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุด
เนื่องจากปัญหาไม่ได้เกิดจากรัฐบาลนี้ หรือในรัฐบาลนี้ เราจึงยังพอมีความหวังว่ารัฐบาลจะเอาจริงในการแก้ปัญหา โดยไม่เห็นแก่หน้าอินทร์หน้าพรหมใดๆ หากจำเป็นต้องพึ่ง ม. 44 เพื่อให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม ก็ขอให้เดินหน้าโดยไม่ต้องลังเล
ปัญหาแบบนี้เป็นปัญหาที่แก้ไขได้ยากในระบบการเมืองปกติ เพราะผลประโยชน์มีมาก กลุ่มที่เกี่ยวข้องสามารถส่งตัวแทนแฝงตัวเข้ามาปกป้องผลประโยชน์ถึงในส่วนกลาง ในขณะที่กลุ่มเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องก็อาจมีการส่งส่วยขึ้นมาจนถึงส่วนกลางด้วยเช่นกัน ทำให้การแก้ปัญหาเป็นแบบลูบหน้าปะจมูกเช่นที่เป็นมาตลอดหลายปี
ผมอยากแนะนำเพิ่มเติมว่า เพื่อให้การแก้ปัญหามีความยั่งยืน ไม่ให้ข้าราชการชั่วสามารถเตะถ่วงรอเวลาให้มีรัฐบาลจากการเลือกตั้ง ควรที่รัฐบาลจะเปิดกว้าง เชิญชวนให้องค์กรระหว่างประเทศ เช่น หน่วยงานขององค์การสหประชาชาติ ส่งทีมเข้ามาประจำเพื่อคอยติดตามตรวจสอบให้กระบวนการแก้ปัญหามีประสิทธิภาพและมีความถาวร
เชื่อว่าหากเอาจริง ปัญหาไม่เหลือบ่ากว่าแรงอย่างแน่นอน เทคโนโลยีสมัยใหม่สามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับระบบควบคุมและตรวจสอบ จนไม่ควรจะมีมุมมืดหลงเหลืออยู่อีกต่อไป







