
ดัชนีความเชื่อมั่นนักธุรกิจ
นักธุรกิจยังคงกังวลกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย
นักธุรกิจยังคงกังวลกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย โดยล่าสุดพูลพัฒน์ ศรีเปล่ง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส สายงานบริหารความเสี่ยง ธนาคารกรุงไทย กล่าวถึงผลการสำรวจความเชื่อมั่นของนักธุรกิจในช่วงไตรมาสแรก พบว่าปรับลดลงมาอยู่ที่ระดับ 51.53 ตามการลดลงของดัชนีความเชื่อมั่นทั้งในปัจจุบันและอนาคต หลังเศรษฐกิจในไตรมาสแรกฟื้นตัวช้ากว่าที่คาด แม้ภาครัฐได้เร่งดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง แต่การบริโภคภาคเอกชนยังถูกบั่นทอนจากสัดส่วนหนี้ภาคครัวเรือนที่สูงขึ้นและการส่งออกที่หดตัว
อย่างไรก็ตาม ดัชนีความเชื่อมั่นยังสูงกว่าระดับปกติ (50) และสูงกว่าช่วงเดียวกันปีก่อนที่เกิดวิกฤตการเมือง (49.52) เนื่องจากเศรษฐกิจและธุรกิจโดยรวมยังมีแนวโน้มฟื้นตัว อีกทั้งมีปัจจัยบวกจากการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวดีขึ้น ราคาน้ำมันที่มีแนวโน้มทรงตัวในระดับต่ำ และการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ซึ่งจะส่งผลบวกต่อต้นทุนธุรกิจ รวมทั้งคาดหวังเชิงบวกต่อมาตรการลงทุนภาครัฐ ที่จะเห็นผลชัดเจนในครึ่งปีหลัง
ทั้งนี้ ธุรกิจส่วนใหญ่มีความเชื่อมั่นลดลงทั้งในภาคอุตสาหกรรม อุตสาหกรรมเกษตร ก่อสร้าง อสังหาริมทรัพย์ รวมถึงธุรกิจการเงิน ซึ่งได้รับผลกระทบจากปัญหาหนี้ครัวเรือน ส่งผลให้สินเชื่อ
และคุณภาพหนี้ลดลง โดยเฉพาะสินเชื่อรายย่อย
นอกจากนี้ มีผลมาจากการส่งออกที่โตต่ำกว่าที่คาดไว้ อีกทั้งการบริโภคภาคเอกชนยังถูกกดดันจากปัญหาหนี้ครัวเรือนและราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ฝ่ายวิจัยความเสี่ยงธุรกิจจึงได้ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยลงจากเดิมที่คาดว่าจะขยายตัว 3.9% เหลือ 3-3.5%
พูลพัฒน์ กล่าวว่า การเร่งการใช้จ่ายของภาครัฐโดยเฉพาะการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน จะผลักดันให้เกิดการจ้างงานและการลงทุนภาคเอกชนตามมาและกระตุ้นให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวดีขึ้น
ทั้งนี้ ด้านเสถียรภาพราคาแรงกดดันเงินเฟ้อลดลงสอดคล้องกับอุปสงค์ในระบบเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ประกอบกับต้นทุนการผลิตโดยเฉพาะราคาน้ำมันอยู่ในระดับต่ำต่อเนื่อง อัตราเงินเฟ้อทั่วไปจึงมีแนวโน้มที่จะติดลบต่อเนื่องนานขึ้น แม้ยังไม่ถือว่าเป็นภาวะเงินฝืด แต่การที่ราคาสินค้าจำนวนมากขึ้นมีแนวโน้มชะลอตัวและการคาดการณ์เงินเฟ้อปรับต่ำลงภายใต้การอ่อนแรงของกำลังซื้อผู้บริโภคในประเทศหรืออุปสงค์ ทำให้ความเสี่ยงของภาวะเงินฝืดในช่วงต่อไปเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากที่เคยประเมินไว้
สำหรับเสถียรภาพระบบการเงินโดยรวมไม่เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญจากการประชุมครั้งก่อนหน้า อย่างไรก็ดีอัตราส่วนสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ต่อสินเชื่อ รวมปรับเพิ่มขึ้นบ้าง แต่โดยรวมยังอยู่ในระดับที่ธนาคารพาณิชย์บริหารจัดการได้และธนาคารพาณิชย์ยังมีการกันเงินสำรองหนี้ไว้ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง
การที่เศรษฐกิจฟื้นตัวช้ากว่าที่คาด ทำให้การเก็บภาษีของกรมสรรพากร กรมสรรพสามิต และกรมศุลกากร ในเดือน เม.ย. 2558 ยังต่ำกว่าเป้า 5,300 ล้านบาท แต่การเก็บภาษีของ 3 กรมภาษีในรอบ 7 เดือน ของปีงบประมาณ 2558 ต่ำกว่าเป้า 3.7 หมื่นล้านบาท
แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า การเก็บภาษีของกรมสรรพากรในเดือน พ.ค. 2558 น่าจะปรับตัวดีขึ้น เนื่องจากราคาน้ำมันดิบเริ่มปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 60 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ส่งผลให้การเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากการนำเข้าน้ำมันจะต่ำกว่าเป้าน้อยลงหรือได้ตามเป้าที่ตั้งไว้ ส่งผลดีกับภาพรวมการเก็บภาษีของประเทศ
ในขณะที่กรมศุลกากรก็มีการเพิ่มประสิทธิภาพการเก็บภาษีอย่างต่อเนื่อง น่าจะทำให้การเก็บภาษีต่ำกว่าเป้าน้อยลงเช่นกัน ด้านกรมสรรพสามิตถึงจะเก็บได้เกินเป้า แต่ก็ยังให้ความสำคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บ ผู้บริหารกรมสรรพสามิตมีนโยบายเรื่องการปราบสินค้าหนีภาษีเข้มงวด ส่งผลให้การเก็บภาษีของกรมสรรพสามิตเพิ่มขึ้นได้อีกมาก
นอกจากนี้ สมหมาย ภาษี รมว.คลัง ได้เดินทางไปให้นโยบายกรมสรรพากร โดยให้เข้มงวดเรื่องการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มไม่ให้มีช่องรั่วไหล เพราะเป็นภาษีตัวใหญ่ควรมีมาตรการให้ผู้ซื้อสินค้าและบริการขอใบกำกับภาษีมูลค่าเพิ่มทุกครั้ง ซึ่งจะเป็นการป้องกันไม่ให้มีช่องโหว่นำใบกำกับภาษีไปขายให้กับผู้อื่น เพื่อนำมาเป็นรายจ่ายมากขึ้นทำให้เสียภาษีน้อยลง







