
จับตาเงินฝืด
กนง.ห่วงกำลังซื้อในประเทศอ่อนแรง ทำเศรษฐกิจโตต่ำ เสี่ยงเข้าสู่ภาวะเงินฝืด
กนง.ห่วงกำลังซื้อในประเทศอ่อนแรง ทำเศรษฐกิจโตต่ำ เสี่ยงเข้าสู่ภาวะเงินฝืด
คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยรายงานการประชุมเมื่อวันที่ 29 เม.ย.ที่ผ่านมา โดยระบุว่าเศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงที่จะขยายตัวต่ำเป็นผลมาจากการเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐยังต่ำ เงินบาทแข็งค่าทำให้การส่งออกไม่ได้รับอานิสงส์เต็มที่จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ขณะที่เศรษฐกิจคู่ค้ายังชะลอตัว
สำหรับราคาน้ำมันที่ลดลงส่งผลบวกต่อการบริโภคภาคเอกชน แต่ไม่เพียงพอที่จะชดเชยผลกระทบจากรายได้ครัวเรือนที่ปรับลดลงต่อเนื่อง เห็นได้จากตัวเลขการจ้างงานที่เริ่มชะลอตัวในภาคอุตสาหกรรม จากเดิมที่ลดลงเฉพาะในภาคเกษตร
ทางด้านอัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มที่จะติดลบต่อเนื่องนานยิ่งขึ้น ราคาสินค้าทรงตัวและมีแนวโน้มชะลอลงจากกำลังซื้อในประเทศอ่อนแรง ทำให้มีความเสี่ยงเล็กน้อยที่จะเกิดภาวะเงินฝืดขึ้นในช่วงต่อไป ทำให้ กนง.ตัดสินใจลดดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% เหลือ 1.5% ใช้นโยบายการเงินผ่อนคลายเพื่อดูแลเศรษฐกิจ
นายเมธี สุภาพงษ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธปท. ในฐานะเลขานุการ กนง. กล่าวว่า การประชุม กนง.ในเดือน มิ.ย.มีโอกาสที่จะปรับลดอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจ (จีดีพี) ปีนี้ลงอีก จากปัจจุบันที่คาดว่าจะโต3.8% และสถานการณ์ตอนนี้ยังไม่เข้านิยามเงินฝืด โดยเฉพาะฝั่งอุปทานก็ไม่น่าเกิดขึ้นได้ เพราะราคาน้ำมันที่ลดลงไปมากก็กลับมาปรับสูงขึ้นแล้ว
“โอกาสเกิดเงินฝืดมีไม่มาก ถ้าจะเกิดขึ้นต้องดูที่กำลังซื้อในประเทศลดลงแรงและต่อเนื่อง แต่การบริโภคขณะนี้ยังดีขึ้น เทียบกับเดือนก่อนหน้าหรือไตรมาสก่อนก็ยังขยายตัว เพียงแต่ไม่ดีอย่างที่คาดไว้” นายเมธี กล่าว
แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า การเก็บภาษีของ 3 กรมภาษี คือ กรมสรรพากรกรมสรรพสามิต และกรมศุลกากร ในเดือน เม.ย. 2558 ยังต่ำกว่าเป้าหมาย 5,300 ล้านบาท เนื่องจากการเก็บภาษีของกรมสรรพากรเก็บได้ต่ำกว่าเป้า 7,000 ล้านบาท เพราะการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มยังต่ำกว่าเป้ามากถึง 5,800 ล้านบาท จากราคาน้ำมันที่ลดลงมาก
นอกจากนี้ การเก็บภาษีนิติบุคคลก็ยังต่ำกว่าเป้าเล็กน้อยประมาณ 680 ล้านบาท เนื่องจากเศรษฐกิจชะลอตัว ทำให้ผลประกอบการ
ไม่ดี ขณะที่การเก็บภาษีบุคคลธรรมดาก็ยังต่ำกว่าเป้าที่ประมาณการไว้ 300 ล้านบาท







