
หนี้กรีซแรงไม่เลิก เงินขาดมือหวั่นหมดแรงจ่ายหนี้
ต่อลมหายใจสำหรับกรีซไปได้อีกครั้ง หลังจากที่รัฐบาลกรีซสามารถชำระหนี้ 7.57 แสนล้านยูโร
โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ
ต่อลมหายใจสำหรับกรีซไปได้อีกครั้ง หลังจากที่รัฐบาลกรีซสามารถชำระหนี้ 7.57 แสนล้านยูโร คืนให้แก่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) โดยทำการโอนเงินไปเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ต้องนับว่าเป็นการยืดเวลาของกรีซออกไป หลังจากที่กรีซต้องเผชิญวิกฤตความสุ่มเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้มาตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา
กรีซต้องเข้าสู่มหกรรมติดหนี้ครั้งมโหฬารหลังจากการเข้าโครงการรับเงินช่วยเหลือจากกลุ่มเจ้าหนี้ทรอยก้า อันประกอบด้วย ไอเอ็มเอฟ คณะกรรมาธิการยุโรป (อีซี) และธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) โดยต้องยอมแลกกับมาตรการรัดเข็มขัดทางการคลัง ส่งผลให้มีชาวกรีซตกงานจำนวนมาก
ประเด็นหนี้กรีซดำเนินมาถึงจุดเปลี่ยนเมื่อรัฐบาลพรรคไซรีซานำโดย นายกรัฐมนตรี อเล็กซิส ไซปราส ก้าวขึ้นสู่อำนาจเมื่อช่วง ม.ค.ที่ผ่านมา โดยในช่วงแรกมีนโยบายต่อต้านมาตรการรัดเข็มขัดอย่างมาก แต่หลังจากที่รัฐบาลเผชิญกับภาวะขาดแคลนสภาพคล่อง เนื่องจากกลุ่มเจ้าหนี้ไม่ยอมต่อเวลาโครงการให้เงินช่วยเหลือ ส่งผลให้กรีซจำเป็นต้องเข้าสู่การเจรจากับกลุ่มเจ้าหนี้อีกครั้ง โดยครั้งนี้มีเงื่อนไขสำคัญว่า กรีซจะต้องเสนอแผนปฏิรูปเศรษฐกิจซึ่งสร้างความพอใจให้กลุ่มเจ้าหนี้ เพื่อให้แน่ใจว่ากรีซจะมีศักยภาพพอในการชำระหนี้
ความสามารถในการชำระหนี้ของกรีซ ยังคงเป็นประเด็นสำคัญสำหรับวิกฤตหนี้ครั้งนี้มาจนถึงปัจจุบัน เพราะถึงแม้ว่ากรีซจะสามารถชำระเงินกู้ก้อนใหญ่คืนแก่ไอเอ็มเอฟได้ดังที่กล่าวมาในข้างต้น แต่ก็เป็นที่แน่นอนแล้วว่าการชำระหนี้ครั้งล่าสุดได้ทำให้กรีซอยู่ในภาวะขาดสภาพคล่องอย่างรุนแรง และยังขาดเงินสำหรับการชำระเงินกู้งวดต่อไป
ก่อนหน้านี้ กรีซอยู่ในภาวะขาดสภาพคล่องอยู่แล้ว และมีรายงานว่าเมื่อวันที่ 20 เม.ย.ที่ผ่านมา กรีซถึงกับต้องออกคำสั่งให้หน่วยงานรัฐบาลท้องถิ่นโอนงบประมาณกลับมาที่ธนาคารกลางของประเทศ เพื่อเป็นเงินสำหรับชำระหนี้ให้ตรงตามกำหนด ถือเป็นสัญญาณที่ชัดเจนที่บ่งบอกถึงการขาดแคลนสภาพคล่องของรัฐบาลกลาง
อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้ทั้งปีกรีซยังต้องเผชิญกับกำหนดการชำระหนี้อีกหลายครั้ง ตามรายงานของ นิวยอร์ก ไทมส์ หลังจากชำระหนี้เป็นจำนวนเงิน 7.57 แสนล้านยูโรให้แก่ไอเอ็มเอฟแล้ว กรีซยังมีกำหนดชำระหนี้ในช่วงกลางเดือน ก.ค. อีกราว 3,500 ล้านยูโร รวมถึงจ่ายดอกเบี้ยให้กับพันธบัตรระยะสั้น 1.1 หมื่นล้านยูโร จากนั้นช่วง ก.ค.-ส.ค. กรีซต้องจ่ายคืนหนี้ให้แก่อีซีบีเป็นเงินถึง 6,700 ล้านยูโร จากพันธบัตรที่อายุครบกำหนดรวมถึงดอกเบี้ย
แน่นอนว่ากรีซจะไม่สามารถชำระหนี้จำนวนมหาศาลได้เลย ตราบใดที่ยังไม่ได้รับเงินกู้งวดสุดท้ายจากกลุ่มเจ้าหนี้ทรอยก้า ซึ่งหมายความว่าเงื่อนไขสำคัญของการได้เงินก่อนดังกล่าวคือ กรีซจำเป็นต้องให้ทางกลุ่มเจ้าหนี้ผ่านร่างแผนปฏิรูปเศรษฐกิจให้ได้ ซึ่งสถานการณ์ล่าสุดก็ปรากฏว่ากรีซยังห่างไกลจากการผลักดันให้แผนปฏิรูปเศรษฐกิจผ่านการอนุมัติจากทางฝ่ายเจ้าหนี้
ล่าสุดในการประชุมบรรดารัฐมนตรีคลังยุโรปซึ่งถือเป็นตัวแทนของกลุ่มเจ้าหนี้ ทรอยก้าที่กรุงริก้า ประเทศลัตเวีย ก็ปรากฏว่ามีรัฐมนตรีคลังบางรายสนับสนุนการให้เงินกู้กรีซ แต่กระนั้นก็ตามที่ประชุมขุนคลังส่วนใหญ่ยังยืนยันตรงกันว่า ต้องการให้กรีซเสนอแผนการที่เป็นรูปธรรมกว่านี้เพื่อแลกกับการปล่อยเงินกู้งวดสุดท้าย
กรณีดังกล่าวยืนยันได้จากแถลงการณ์ที่ประชุมที่ริก้า ระบุว่า รัฐมนตรีคลังกรีซพอใจกับขั้นตอนที่ดำเนินมาจนถึงปัจจุบัน แต่ขณะเดียวกันก็ยอมรับว่า ต้องใช้เวลาและความพยายามอีกมากเพื่อเชื่อมช่องว่างที่ยังคงเหลืออยู่ระหว่างกรีซกับเจ้าหนี้
ทั้งนี้ หลังจากที่กรีซได้รับการขยายเวลาโครงการให้ความช่วยเหลือทางการเงินจากกลุ่มเจ้าหนี้เมื่อวันที่ 20 ก.พ.ที่ผ่านมาแล้ว ทางกลุ่มเจ้าหนี้ก็ไม่ยอมปล่อยเงินกู้งวดสุดท้ายเป็นจำนวนเงิน 7,200 ล้านยูโร จนกว่าทางเจ้าหนี้จะพอใจแผนปฏิรูปเศรษฐกิจ ซึ่งก่อนหน้านั้นกลุ่มเจ้าหนี้ทรอยก้าเคยปฏิรูปแผนปฏิรูปเศรษฐกิจของกรีซมาแล้วหลายครั้ง
นอกจากนี้ ช่วงการขยายเวลาโครงการให้ความช่วยเหลือทางการเงินจะสิ้นสุดในวันที่ 30 มิ.ย.นี้อีกด้วย ซึ่งจะทำให้สถานการณ์ของกรีซย้อนกลับไปสู่ช่วงของความเสี่ยงขาดแคลนสภาพคล่องอีกครั้ง เช่นเดียวกับในช่วงเดือน ก.พ. ซึ่งเท่ากับกรีซกำลังเสี่ยงขาดแคลนสภาพคล่องเหมือนเดิม
อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์กลับกัน คือกรีซสามารถได้รับเงินกู้งวดสุดท้ายจากกลุ่มยูโรโซนได้ และสามารถหาแหล่งเงินมาได้เพียงพอต่อการชำระหนี้แก่กลุ่มเจ้าหนี้ แต่สภาพคล่องก็ยังคงเป็นปัญหาสำคัญของรัฐบาลกรุงเอเธนส์ต่อไป
ในปัจจุบันเศรษฐกิจกรีซอยู่ในสภาพย่ำแย่อยู่แล้ว โดยมีอัตราการว่างงานอยู่สูงถึงราว 25.9% ขณะที่อีซีปรับลดการคาดการณ์เศรษฐกิจกรีซในปีนี้มาอยู่ที่ 0.5% เท่านั้น จากเดิมที่ 2.5% เมื่อไตรมาส 3
ปีที่แล้ว
ภาวะขาดแคลนสภาพคล่องจะทำให้กรีซไม่มีเม็ดเงินเพียงพอในการออกโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ อยู่ดี ซึ่งหมายความว่าในระยะยาวเป็นเรื่องยากที่กรีซจะมีเงินเพียงพอสำหรับการจ่ายหนี้ของประเทศซึ่งในปัจจุบันพุ่งสูงไปอยู่ที่ระดับ 175% ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี)
อันที่จริงเม็ดเงิน 7,200 ล้านยูโที่กรีซจะได้จากเจ้าหนี้หากแผนการปฏิรูปเศรษฐกิจได้รับการอนุมัติ ก็แทบไม่เพียงพอสำหรับการชำระหนี้เท่านั้น ซึ่งเงินที่เหลือก็แทบไม่พอต่อการใช้จ่ายของภาครัฐอยู่แล้ว เนื่องจากภาครัฐต้องรับผิดชอบกับการจ่ายเงินเดือนข้าราชการจำนวนมาก รวมถึงบำนาญข้าราชการ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงโครงการสำหรับการกระตุ้นเศรษฐกิจ
จึงนับว่ากรีซกำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่ยากลำบากมากสำหรับวิกฤตความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้ในครั้งนี้ ซึ่งแน่นอนว่า หากกรีซไม่มีศักยภาพพอในการชำระหนี้ ก็จะเป็นหนทางที่นำกรีซไปสู่การพ้นสภาพความเป็นสมาชิกยูโรโซนในที่สุด ซึ่งจะก่อให้เกิดความวุ่นวายตามมาในตลาดการเงินโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้







