posttoday
Technology Licensing (ต่อ)

Technology Licensing (ต่อ)

14 พฤษภาคม 2558

ประเด็นที่ต้องเรียนรู้เรื่องการขายหรือโอนเทคโนโลยี หรือผลงานวิจัยทางด้านวิทยาศาสตร์

โดย...พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์

ประเด็นที่ต้องเรียนรู้เรื่องการขายหรือโอนเทคโนโลยี หรือผลงานวิจัยทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (วทน.) ที่เรียกกันว่าการ License นั้น นอกจาก เรื่องที่รัฐบาลกำลังเร่งเครื่องผลักดันการวิจัยพัฒนาด้าน วทน. ทั้งเพื่อสังคมและเศรษฐกิจ และเรื่องของการที่ประเทศไทยจะเป็น AEC (ASEAN Economic Community) ปลายปีนี้แล้ว ยังมีเรื่องที่วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมที่เรียกรวมๆ ว่า เอสเอ็มอี (SME) ของญี่ปุ่นสนใจจะเข้ามาลงทุนในไทยมากขึ้นด้วย

แน่นอนว่า SME ที่มาจากญี่ปุ่นนั้น อยู่ในห่วงโซ่อุปทานของบริษัทใหญ่ๆ ของญี่ปุ่น โอกาสที่จะเข้ามาแข่งขันกับบริษัทขนาดกลางและขนาดย่อมของประเทศไทยที่อาจจะอยู่ในห่วงโซ่อุปทานเดิมของบริษัทยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่นย่อมจะต้องมีบ้าง และไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

หมายความว่า SME ของไทยที่เคยผลิตชิ้นส่วนต่างๆ ส่งให้บริษัทญี่ปุ่นอาจเจอคู่แข่งที่มีการทำวิจัยพัฒนาและมีนวัตกรรมที่ดี รวมไปถึงคุณภาพมาตรฐานที่เหนือกว่า ดังนั้น SME ไทยจึงจำเป็นต้องเรียนรู้ที่จะทำการวิจัยพัฒนาและมีนวัตกรรมขึ้นมาเอง และปกป้องผลงานของตน ซึ่งรวมไปถึงการ License Technology ด้วย ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายดังกล่าวมาแล้ว

ดังนั้น นอกจากจะต้องเข้าใจว่า License Technology ควรต้องมี Preliminary Agreements, Interim Agreements, Feasibility Agreements และ Prototype Agreements ดังกล่าวมาในฉบับที่แล้ว ก็ควรจะต้องทราบว่าอะไรที่ผู้ขายผลงาน/ผู้ซื้อผลงาน จะถือเป็นประเด็นหลักหรือเรื่องหลักของตน ที่เรียกรวมๆ ว่า “Key Issue” ซึ่งบางทีก็เรียก Material Terms บางทีก็เรียก Terms and Conditions หรือบางทีก็เรียก Provisions ซึ่ง Key Issues ในเรื่องการถ่ายทอดเทคโนโลยี (Technology Transfer/Technology License) จะมีค่อนข้างมากและอาจผันแปร/เปลี่ยนแปลงไปตามเทคโนโลยีต่างๆ ซึ่งค่อนข้างจะซับซ้อน อย่างเช่น ถ้าจะ License (ทำสัญญาขาย) Program Computer Software ประเด็นหลักเป็นอย่างหนึ่ง ขายนวัตกรรมเกี่ยวกับ Semi-Conductor ประเด็นหลักก็เป็นอีกอย่าง หรือสูตรทางเคมีของยา ประเด็นหลักก็เป็นอีกอย่างหนึ่ง

ประเด็นหลักเหล่านี้ อาจสรุปให้จำได้ง่ายๆ เป็น 4 กลุ่ม ได้แก่

1.เรื่องที่จะ License ซึ่งขึ้นกับเทคโนโลยีที่จะ License เช่น สูตรทางเคมีของยา หรือโปรแกรม Software ฯลฯ ดังกล่าวข้างต้น จึงต้องดูว่าเทคโนโลยีที่จะขาย หรือ License นั้น เป็นสินค้า เป็นตัวสูตร เป็นกระบวนการผลิต ฯลฯ หรือสิทธิบัตร หรือกลุ่มของสิทธิบัตร หรือมีทรัพย์สินทางปัญญาเรื่องอื่นๆ เข้ามารวมอยู่ด้วย แค่นี้ก็เริ่มมึนแล้ว ที่สำคัญคือผู้ขายนั้น แน่นอนว่าต้องการจำกัดกรอบการ License ให้แคบ ขณะที่ผู้ซื้อต้องการให้กว้าง ซึ่งแน่นอนว่าเหมือนการเจรจาทั่วๆ ไปว่ามักจะพยายามให้กำกวมเข้าไว้เพื่อทั้งสองฝ่ายจะได้ตกลงกันได้ แต่ในเรื่อง วทน.นี้ ตัวที่กำกวมคือ เทคโนโลยีนั้นๆ… ซึ่งที่จริงผู้เจรจาอาจจะไม่แน่ใจว่า เทคโนโลยีนั้นอยู่ในระยะไหนกันแน่ ระดับที่ต้องนำไปพัฒนาต่อมีอีกมากไหม กว่าจะทำเป็น Prototype ได้ หรือระดับเทคโนโลยีใกล้จะเป็นสินค้าแล้ว ฯลฯ แถมบางครั้งอาจจะไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าจะนำไปใช้อย่างไร จึงจำเป็นอย่างยิ่งในแง่ของผู้ซื้อเทคโนโลยีว่า ต้องเจรจาจนเข้าใจให้ชัดเจนว่า เทคโนโลยีนั้นคืออะไร และต้องการจะซื้อส่วนไหนไปใช้ และซื้อเฉพาะส่วนที่จะใช้หรือจะพัฒนาต่อไป เนื่องจากจะช่วยประหยัดต้นทุนในการซื้อเทคโนโลยี/ วทน.นั้นๆ ด้วย

มิฉะนั้น ก็ควรจะแน่ใจว่า เทคโนโลยีที่จะซื้อได้พัฒนาไปถึงจุดจุดหนึ่งที่ต้องการจะซื้อ เช่น ถ้าจะซื้อโปรแกรม Software ของห้องสมุด ก็ต้องแน่ใจว่า เมื่อซื้อมาแล้วใช้ได้ หรือเมื่อนำมาใช้กับเทคโนโลยีที่ตนเองมีอยู่แล้วจะทำงานหรือพัฒนาต่อไปได้ เพราะที่ผู้เขียนเคยได้ยินเสียงบ่นมา มีหลายปัญหาพอสมควร ขนาดว่าเป็นการทำงานวิจัยร่วมกับอาจารย์มหาวิทยาลัย ไปจนถึงจุดที่เห็นว่าน่าจะเสร็จสิ้น (Complete) นำไปใช้งานได้แล้วจึงรับไป แต่ปรากฏว่ายังใช้งานไม่ได้ ต้องวิจัยพัฒนาต่ออีก โดยคาดว่าน่าจะวิจัยพัฒนาต่ออีกเพียงเล็กน้อยก็จะใช้งานได้ แต่ผู้ร่วมวิจัยไม่มีเวลาทำให้แล้ว เนื่องจากไปรับงานวิจัยอื่นต่อไปแล้ว และถือว่างานนี้เสร็จสิ้นแล้ว ตัวอย่างนี้ยังเป็นเพียงสัญญาร่วมวิจัยพัฒนา ไม่ใช่การขาย/โอน (License) ผลงานวิจัย

เพิ่งเขียนประเด็นหลักไปได้กลุ่มเดียว ซึ่งที่จริงประเด็นหลักกลุ่มแรกนี้ ยังมีอีกหลายแง่มุม แต่เนื่องจากเนื้อที่หมดอีกแล้ว จึงขอไปต่อในฉบับหน้าอีกเช่นเคย

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท