
นาโนไฟแนนซ์สินเชื่อคนจน โอกาสคนรวย (ตอน 1)
โดย...ดร.วีรพงษ์ ชุติภัทร์
โดย...ดร.วีรพงษ์ ชุติภัทร์
เมื่อวันที่ 22 เม.ย. 2558 กระทรวงการคลังได้อนุมัติใบอนุญาตประกอบธุรกิจสินเชื่อสำหรับประชาชนระดับฐานราก หรือที่หลายๆ คนมักจะเรียกกันว่า “นาโนไฟแนนซ์” ซึ่งถือได้ว่าเป็นนวัตกรรมทางการเงินตัวใหม่ล่าสุดของสังคมไทย
ดังนั้น เพื่อให้คุณผู้อ่านได้เข้าใจง่ายๆ ก่อนว่า “นาโนไฟแนนซ์” คืออะไร? ผมจึงขออธิบายคร่าวๆ ดังนี้ครับ สินเชื่อนาโนไฟแนนซ์มีการจัดตั้งขึ้นเพื่อให้ประชาชนในระดับรากหญ้าสามารถเข้าถึงแหล่งเงินกู้ได้ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำไปใช้ในการประกอบอาชีพ มีวงเงินรวมของสินเชื่อไม่เกิน 1 แสนบาทต่อลูกหนี้แต่ละราย โดยมีระยะเวลาการให้สินเชื่อตามที่ผู้บริโภคจะตกลงกับสถาบันการเงิน
แต่ข้อที่สำคัญมากอีกข้อหนึ่งก็คือ อัตราดอกเบี้ยรวมค่าบริการหรือเบี้ยปรับ รวมแล้วไม่เกิน 36% จึงอาจเรียกได้ว่า นาโนไฟแนนซ์...เป็นสินเชื่อเพื่อ “ชาวบ้าน” ระดับรากหญ้า ที่ต้องการทำธุรกิจเล็กๆ เช่น หาบเร่แผงลอย รับจ้างทำของ เป็นต้น แต่ปัญหาคือ...ดอกเบี้ยสูงตั้ง 36% ต่อปี หรือคิดเป็น “ดอกเบี้ย 3% ต่อเดือน”
อัตราดอกเบี้ยสูงขนาดนี้... แล้วจะช่วยเหลือ...คนยากคนจนได้อย่างไร?
ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทยและสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่าในปี 2556 ประเทศไทยมีจำนวนครัวเรือนประมาณ 22 ล้านครัวเรือน มีครัวเรือนสูงถึง 6 แสนครัวเรือน ที่ยังต้องพึ่งพาเงินกู้นอกระบบ และมีครัวเรือนอีกประมาณ 1.3 ล้านครัวเรือน ที่ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินในระบบสถาบันการเงินได้ หนี้นอกระบบเหล่านี้คาดกันว่าจะคิดอัตราดอกเบี้ยในระดับที่สูงมากถึง 10-30% ทีเดียว
สมมติว่ามีหนี้สิน 1 แสนบาท กู้นอกระบบเสียดอกเบี้ย 10% ต่อเดือน เป็นเงิน 1 หมื่นบาท แต่ถ้ากู้นาโนไฟแนนซ์ เสีย 3% ต่อเดือน เป็นเงิน 3,000 บาท เท่ากับว่า... “เดือนๆ หนึ่งจ่ายค่าดอกเบี้ยลดลง 7,000 บาท”
เราจึงไม่ต้องแปลกใจว่า ถ้าสถาบันการเงินได้เริ่มเข้ามาทำสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์เพื่อปล่อยกู้ให้ชาวบ้านกันบ้างแล้ว จะต้องมีผู้คนในระดับรากหญ้าเข้ามาสินเชื่อประเภทนี้กันอย่างมหาศาล นาโนไฟแนนซ์ยังมีข้อดีอีกหลายๆ ประการด้วยกัน เช่น
ไม่ต้องมีสลิปเงินเดือน... คุณสมบัติของผู้กู้ที่ไม่ต้องอิงกับสลิปเงินเดือน หรือการเดินบัญชี จึงทำให้คนที่ไม่มีงานทำประจำหรือประวัติการเดินบัญชีสามารถกู้ได้
ไม่มีการเช็กเครดิตบูโร... ทำให้ผู้กู้บางคนที่ติดปัญหาแบล็กลิสต์กับเครดิตบูโรก็ยังกู้ได้
สินเชื่อที่ปล่อยให้ต้องนำไปใช้เพื่อประกอบอาชีพเท่านั้น ดังนั้นผู้กู้ต้องนำเงินไปลงทุนในกิจการเท่านั้น ไปใช้ซื้อสิ่งของหรือบริการอื่นๆ มิได้
อันที่จริงแนวความคิดเรื่องการปล่อยสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์นั้น ได้เริ่มถือกำเนิดในประเทศบังกลาเทศ โดย ดร.มูฮัมหมัด ยูนูส ที่เป็นทั้งนายธนาคารและนักเศรษฐศาสตร์ชาวบังกลาเทศ โดยการเปิดโอกาสให้ชาวบ้านที่มีฐานะยากจน และไม่มีคุณสมบัติเพียงพอที่จะกู้เงินจากธนาคารทั่วไปได้ ยูนูสจึงได้ตัดสินใจก่อตั้ง “ธนาคารกรามีน” ขึ้น เพื่อช่วยเหลือคนประเภทดังกล่าวข้างต้น โดยใช้วิธีการที่ให้ชาวบ้านจับกลุ่มกันเอง 5 คน
จากนั้นจะให้ 2 คนของกลุ่มนั้นๆ กู้เงินก่อน หลังจากที่สองคนแรกได้กู้เงินไปแล้ว ก็จะต้องผ่อนจ่ายเงินให้ตรงทุกงวด จากนั้นเมื่อสองคนแรกผ่อนจ่ายไปได้ระยะหนึ่งแล้ว คนต่อไปก็จะมีสิทธิเริ่มกู้เงินได้ มาตรการเช่นนี้ก็จะทำให้สมาชิกในกลุ่มที่ได้กู้เงินไปก่อน ไม่กล้าเบี้ยวหนี้ หรือไม่กล้าชำระเงินค่างวดช้า เพราะจะทำให้เพื่อนที่อยู่ในกลุ่มไม่สามารถกู้เงินได้ต่อไป
ผลที่ออกมาคือ อัตราการชำระเงินกู้ตรงเวลาของธนาคารกรามีนสูงถึง 98.85% ทีเดียว ซึ่งถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดีมาก
จุดเด่นของธนาคารกรามีนในการทำสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ก็คือ ธนาคารแห่งนี้มักจะพยายามเปิดโอกาสให้ผู้หญิงได้กู้สินเชื่อประเภทนี้ได้มากกว่าผู้ชาย โดยพบว่าลูกค้าที่เป็นผู้หญิงของธนาคารกรามีนมีสูงถึง 96% ทีเดียว ส่วนสาเหตุที่ทำให้ธนาคารแห่งนี้เชื่อมั่นในลูกค้าที่เป็นผู้หญิงก็คือ ยูนูสเชื่อว่าผู้หญิงจะเป็นผู้ที่มีนิสัยอนุรักษนิยมมากกว่าผู้ชาย และที่สำคัญที่สุด...ผู้หญิงมักจะมีความซื่อสัตย์ต่อคำสัญญามากกว่าผู้ชาย
นาโนไฟแนนซ์สำหรับในประเทศไทยเพิ่งจะเริ่มต้น แต่ผมเชื่อว่าการให้สินเชื่อประเภทนี้จะนับเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาธุรกิจของประชาชนในระดับรากหญ้า และสินเชื่อประเภทนี้ก็มีโอกาสที่จะทำให้ “ผู้ยากไร้” ในบ้านเราได้มีโอกาสลืมตาอ้าปากได้บ้างในอนาคตอันใกล้นี้
วันนี้...เราได้พูดกันในเรื่องของนาโนไฟแนนซ์...สินเชื่อสำหรับคนจนไปแล้ว ในวันพรุ่งนี้เราจะคุยกันต่อในเรื่องของนาโนไฟแนนซ์...โอกาสสำหรับคนรวยครับ







