
'ไพวงษ์'ยื้อพบตร.คดีโบนันซ่า
เจ้าของโบนันซ่ายื้อพบตำรวจเลื่อนเป็นวันที่ 22 พ.ค.อ้างอยู่ระหว่างรวบรวมเอกสาร
เจ้าของโบนันซ่ายื้อพบตำรวจเลื่อนเป็นวันที่ 22 พ.ค.อ้างอยู่ระหว่างรวบรวมเอกสาร
พล.ต.ต.ธเนษฐ สุนทรสุข รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 3 เปิดเผยว่า ทางพนักงานสอบสวนได้รับการประสานจากญาติของนายไพวงษ์ เตชะณรงค์ และ น.ส.พรรณี สุจิตรภิญโญกุล หรือ น.ส.ภัสสรา เตชะณรงค์ บุตรสาวนายไพวงษ์ ผู้บริหาร บริษัท โบนันซ่า อินเตอร์เนชั่นแนล สปีดเวย์ ที่บุกรุกพื้นที่ของรัฐ อ.ปากช่อง จ.นคราชสีมา รวม 166 ไร่ 2 งาน 40 ตร.ว. ว่าจะนำเอกสารทุกอย่าง รวมทั้งเอกสารสิทธิ น.ส.3 ก. แปลงที่ 6 ที่พบขึ้นมาใหม่ มีเนื้อที่ประมาณ 3 ไร่ เข้าพบพนักงานสอบสวนภายในวันที่ 22 พ.ค.นี้
พล.ต.ต.ธเนษฐ กล่าวว่า ญาติอ้างว่าทั้งสองคนยังไม่สามารถมาชี้แจงกับตำรวจในช่วงนี้ได้ เนื่องจากขณะนี้นายไพวงษ์ยังติดภาระกิจอยู่ต่างประเทศ ส่วน น.ส.พรรณี ก็กำลังเร่งรวบรวมเอกสารอยู่ ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ได้ทำบันทึกไว้ เพื่อเป็นหลักฐานเรียบร้อยแล้วว่าทั้งสองคนนั้นจะเข้าพบพนักงานสอบสวนในวันดังกล่าว
พล.ต.ต.ธเนษฐ กล่าวอีกว่าขอยืนยันหากทั้งสองคนได้นำเอกสารเข้าพบพนักงานสอบสวนตามวันดังกล่าวแล้ว ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจก็จะสามารถรวบรวมพยานหลักฐานทุกอย่างส่งให้อัยการพิจารณาได้อย่างไม่เกินสิ้นเดือน พ.ค.นี้ แต่หากทั้งสองคนไม่เข้าพบพนักงานสอบสวนเพื่อนำเอกสารมาชี้แจ้ง ทางพนักงานสอบสวนจะทำการสรุปและส่งฟ้องดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
“ขณะนี้การสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจมีความคืบหน้าไปแล้วมากกว่า 85% แต่จะยังคงเหลือเพียงการตรวจสอบเอกสารของทางราชการ ตลอดทั้งการสอบปากคำผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องอีกรายหนึ่งเท่านั้น” พล.ต.ต.ธเนษฐ กล่าว
ด้าน นายสุรวุฒิ ใจกิจสุวรรณ ผู้อำนวยการส่วนป้องกันรักษาป่าและควบคุมไฟป่า สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ 8 จ.นครราชสีมา กล่าวว่า ภายหลังจากที่ครบกำหนด 45 วัน ที่ได้ติดประกาศดำเนินการฟ้องขับไล่ให้รื้อถอนสนามแข่งขันโบนันซ่า สปีดเวย์ บุกป่าสงวนเขาเสียดอ้า ป่าเขานกยูง และป่าเขาอ่างหิน โดยได้ทำหนังสือเป็นลายลักษณ์อักษรแจ้งให้ทางผู้บริหารโบนันซ่ารื้อถอนในพื้นที่ส่วนที่เป็นสวนป่ากรมป่าไม้ จำนวน 106 ไร่
ทั้งนี้ ได้มีการสร้างสิ่งปลูกสร้าง ประกอบด้วย บ้านพัก 16 หลัง แท็งก์น้ำ 5 แท็งก์ ห้องสุขา 5 ห้อง และพื้นถนนลาดยางบางส่วนของสนามแข่งรถ ล่าสุดยังไม่มีการรายงานจากเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ว่ามีการดำเนินการแต่อย่างไร ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ก็จะต้องทำเรื่องส่งไปยังอธิบดีกรมป่าไม้ เพื่อให้พิจารณาแล้วสั่งการถึงมาตรการดำเนินการในพื้นที่ดังกล่าวให้เป็นไปในรูปแบบใด







