
รุมฟันกําไรบาท
เข้าสู่ห้วงทำกำไรของต่างชาติในตลาดหุ้น-ตลาดเงิน ส่งออกคาดอ่อนได้ถึง 35-36 บาท
เข้าสู่ห้วงทำกำไรของต่างชาติในตลาดหุ้น-ตลาดเงิน ส่งออกคาดอ่อนได้ถึง 35-36 บาท
ค่าเงินบาทเมื่อวันที่ 12 พ.ค.ที่ผ่านมา อ่อนค่าลงมาก เปิดตลาด 33.64-33.66 บาท/เหรียญสหรัฐ ระหว่างวันอ่อนค่าสูงสุดที่ 33.85 บาท/เหรียญสหรัฐ ก่อนปิดตลาดที่ 33.77-33.79 บาท/เหรียญสหรัฐ อ่อนค่าลงจากวันก่อน 19 สตางค์ โดยหากนับตั้งแต่วันที่ 6 พ.ค. อ่อนค่าลงมาเกือบ 1.40-1.50 บาท/เหรียญสหรัฐ และมีการคาดว่าจะอ่อนลงไปถึง 34 บาท/เหรียญสหรัฐ ในระยะอันสั้น
ขณะที่ดัชนีหุ้นดิ่งลง 15.98 จุด หรือ 1.04% ปิดที่ 1,485.72 จุด ต่างชาติขายสุทธิ 1,197 ล้านบาท
ผู้บริหารธนาคารพาณิชย์ เปิดเผยว่า ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในตลาดเงิน ตลาดทุน ตลาดตราสารหนี้ของไทยในขณะนี้เป็นห้วงเวลาของการทำกำไรของกองทุนและนักลงทุนต่างประเทศ โดยแทบทุกกองทุนได้เทขายหุ้นออกอย่างต่อเนื่อง เพื่อทำกำไรจากการลงทุนและลงบัญชีกำไรจากค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลง เนื่องจากประเมินว่ามาตรการของทางการทั้งการลดดอกเบี้ย และการขยายเวลาการถือครองเงินตราต่างประเทศ ล้วนแล้วแต่ทำให้ค่าเงินของไทยอ่อนค่าลง
ขณะเดียวกัน สถาบันการเงินก็มีการประเมินเรื่องการตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐด้วย ทำให้มีการปรับสถานะในการถือครองเงินตราต่างประเทศ จึงมีการขายและซื้อในสัดส่วนที่สูง
“กองทุนและผู้จัดการกองทุนต่างประเทศหลายราย มีพฤติกรรมการทำกำไรที่ใกล้เคียงกัน มีการเทขายหุ้น นำเงินไปพักในตลาดตราสารหนี้ระยะสั้น เพื่อรอให้ค่าเงินอ่อนค่าแล้วแลกออกไป เพื่อทำกำไรจากผลตอบแทนและค่าเงิน จากนั้นก็นำออกไป จะเห็นชัดว่าซึมออกไปทุกสัปดาห์” นายธนาคารเปิดเผย
ขณะที่บรรดาผู้ส่งออกรายใหญ่ก็เข้ามาเก็งกำไรมากขึ้น เห็นได้ชัดจากสัดส่วนการซื้อฟอร์เวิร์ดที่ลดลงจากรายได้ปกติ เพราะเก็งว่าเงินบาทจะอ่อนค่าลงมากกว่านี้
วันเดียวกัน ผู้บริหารธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้มีการประชุมหารือเพื่อติดตามค่าเงิน
นางจันทวรรณ สุจริตกุล ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายตลาดการเงิน ธปท. กล่าวว่า เงินบาทอ่อนค่าตามสกุลในภูมิภาค แต่ไม่ได้อ่อนค่ามากที่สุด โดยอ่อนค่าลง 0.37% เป็นอันดับ 4 อินเดียอ่อนมากสุด 0.55% เกาหลีใต้ 0.4% มาเลเซีย 0.39% แต่หากเทียบตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน เงินบาทอ่อนค่า 2.72% เป็นอันดับ
3 อินโดนีเซียอ่อนค่ามากสุด 6.2% มาเลเซีย 3.43%
นายนพพร เทพสิทธา ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย กล่าวว่า เงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าลงได้ถึง 34 บาท/เหรียญสหรัฐ และหากสหรัฐขึ้นดอกเบี้ยในไตรมาส 3 เงินจะไหลกลับสหรัฐ ทำให้เงินบาทอ่อนค่าไปถึง 35-36 บาท/เหรียญสหรัฐได้ อย่างไรก็ตามการที่เงินบาทอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่องส่งผลให้มีคำสั่งซื้อสินค้าเพิ่มขึ้น แต่ยังไม่มาก







