posttoday
เปิดพิสดารเต่ากระ ดับ 3 เจ็บกว่า 80 ราย

เปิดพิสดารเต่ากระ ดับ 3 เจ็บกว่า 80 ราย

28 มิถุนายน 2553

ชาวราไวย์ภูเก็ตจับเต่ากระมาปรุงอาหารแจกจ่ายกันทั้งหมู่บ้านเสียชีวิตแล้ว 3 ราย บาดเจ็บกว่า 80 ราย

ชาวราไวย์ภูเก็ตจับเต่ากระมาปรุงอาหารแจกจ่ายกันทั้งหมู่บ้านเสียชีวิตแล้ว 3 ราย บาดเจ็บกว่า 80 ราย

นาย ก้องเกียรติ กิตติวัฒนาวงศ์ นักวิชาการประมง ชำนาญการพิเศษ สถาบันวิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเล ชายฝั่งทะเล และป่าชายเลน กล่าวว่า วอนหยุดบริโภคเต่ากระ หลังได้รับแจ้งจากชาวบ้าน หมู่ที่ 2 บ้านราไวย์  ต.ราไวย์ อ.เมือง จ.ภูเก็ต จับเต่ากระ มาปรุงอาหารเมนูต่างๆ แจกจ่ายกันทั้งหมู่บ้าน ปรากฎว่าเสียชีวิตแล้ว 3 ราย บาดเจ็บกว่า 80 ราย  โดยเหตุดังกล่าว เกิดขึ้น เมื่อวันที่ 18 มิ.ย.ที่ผ่านมา 
 
ทั้งนี้หลังจากได้รับแจ้งเจ้าหน้าที่เข้าไปในพื้นที่เพื่อซักถามเพิ่มเติมและดูซากเต่าดังกล่าว พบว่าเต่าที่กินได้ถูกชาวบ้านนำไปทิ้งแล้ว แต่ชาวบ้านได้บอกลักษณะเต่าที่กินซึ่งตรงกับลักษณะของเต่ากระ (Hawksbill Turtle) โดยเมื่อวันที่ 4 มิ.ย.2553 มีชาวบ้านที่ทำการประมง ณ บริเวณเกาะไม้ท่อน ได้เต่ากระมา จึงนำมาฆ่าและชำแหละซากแจกจำหน่าย เมื่อรับประทานอาหารที่ปรุงด้วยเนื้อและอวัยวะจากเต่ากระไปแล้วมีอาการท้องเสีย คลื่นไส้ อาเจียนและแสบปอดที่คอโดยพบผู้เสียชีวิต 3 รายดังนี้

ประกอบด้วย น.ส.ติกุ้ย   หลักเกาะ อายุประมาณ 50 ปี มีประวัติสุขภาพร่างกายไม่แข็งแรง มีโรคประจำตัว ดื่มสุราและกาแฟ เมื่อวันที่ 4 มิ.ย. 2553 ได้นำเนื้อเต่าไปปรุงทำอาหาร หลังจากเริ่มมีอาการ อาเจียน ถ่ายเหลวหลายครั้ง ริมฝีปากไหม้ แน่นหน้าอก หายใจไม่ออก ซึมลง เรียกไม่รู้สึกตัว ญาติจึงนำส่งโรงพยาบาล เวลา 12.00 น. ต่อมาในเวลา 23.40 น. ผู้ป่วยเสียชีวิต  
 
ส่วนรายที่สอง ชื่อ ด.ช. ขวัญชัย เกาะลอย อายุ 11 เดือน กินนมแม่ที่รับประทานอาหารที่ปรุงจากเต่ากระ โดยได้กินอาหารที่ปรุงเลยพบว่าในตอนเย็นวันที่ 4 มิ.ย. 2553 เด็กมีอาการถ่ายเหลวเป็นมูกเลือด 4 ครั้ง  อาเจียน 4 ครั้ง ดูดนมได้น้อยลง ญาตินำส่งโรงพยาบาลวันที่ 5 มิ.ย.2553 เวลา 12.30 น. รับการรักษาในโรงพยาบาลจนอาการดีขึ้น จึงนำกลับบ้านได้ในวันที่ 9 มิ.ย.2553 เวลา 16.00 น. ต่อมาเวลาประมาณ 21.30 น. เด็กมีอาการแน่นิ่ง เรียกไม่รู้สึกตัว จึงส่งเด็กเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล แต่ปรากฎเด็กไม่ตอบสนองและไม่หายใจ เสียชีวิตเวลา 22.10 น. 
 
นอกจากนี้ รายที่สาม ชื่อนางแปะอ้า  บางจาก  อายุ 60 ปี ไม่มีประวัติโรคประจำตัว ได้กินอาหารเช่นกันวันเริ่มมีอาการ วันที่ 7 มิ.ย.2553 เวลาประมาณ 8 โมงเช้า เริ่มมีปวดมวนท้อง อาเจียน อ่อนเพลีย ไม่มีแรง (ไม่มีท้องเสีย) วันที่ 8 มิ.ย.2552 เวลา 15.48 น. เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลวชิระภูเก็ต เป็นผู้ป่วยใน ต่อมาผู้ป่วยเสียชีวิตในวันที่ 11 มิ.ย.2553 เวลา 01.50 น.
 
 อีกหนึ่งรายเป็นผู้ป่วยที่ยังเข้ารับการรักษาอยู่              ชื่อผู้ป่วย นายธนพ  เกาะลอย อายุ 18 ปี เริ่มป่วยวันที่ 15 มิ.ย. 2553 มีอาการ ไข้ หนาวสั่น ไม่ไอ ไม่เจ็บคอ วันที่ 16 มิ.ย. 2553 มาพบแพทย์โรงพยาบาลวชิระภูเก็ต ได้ยากลับไปบ้าน แต่อาการไม่ดีขึ้น วันที่ 17 มิ.ย.2553 เวลา 03.00 น. มีอาการไข้ ชักเกร็ง ญาตินำส่งโรงพยาบาล แล้ว
 
นายก้องเกียรติ กล่าวอีกว่า   ในผู้ป่วยทั้งหมดแพทย์ได้ให้การวินิจฉัยเบื้องต้นว่าอาหารเป็นพิษ โดยอาการผู้ที่กินอาหารที่ปรุงจากเนื้อและอวัยวะภายในจากเต่ากระ ผู้ป่วยมีอาการปวดแสบร้อนปาก ปากชา เจ็บคอ กลืนลำบาก แน่นหน้าอก หายใจลำบาก ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน ถ่ายเหลว มีไข้ ปวดศีรษะ เห็นภาพซ้อน  เบื้องต้นมีผู้ที่ลงรายชื่อว่าได้รับประทานอาหารที่ปรุงด้วยชิ้นส่วนของเต่ากระมีจำนวนประมาณ 80 คน จากอาการของผู้ป่วยและการซักประวัติของที่มาคาดว่าเป็นการป่วยจากการได้รับ สารพิษในเต่าทะเล ที่เรียกว่า  Chelonitoxism   ซึ่งสาธารณสุขได้มีทีมในการสอบสวนโรคในครั้งนี้ต่อไป
 
สำหรับ สารพิษจากการกินเนื้อและอวัยวะของเต่าทะเลเป็นสารพิษที่เรียกว่า Chelonitoxism ขณะนี้ยังไม่สามารถระบุสารพิษได้ชัดเจน ซึ่งเกิดจากการสะสมสารพิษมาจากอาหารที่เต่าทะเลกิน โดยพิษนั้นไม่มีผลกระทบต่อตัวเต่าทะเล โดยในเต่ากระ (Hawksbill Turtle ; Eretmochelys imbricata)  กินอาหารเป็นพวก ฟองน้ำ สัตว์น้ำจำพวกหอย สาหร่าย รวมถึงประการัง ซึ่งอาจมีพิษ โดยไม่มีผลต่อร่างกายแต่จะมีการสะสมในร่างกายและอวัยวะภายในทุกส่วน
 
ขณะที่อาการของพิษจากเต่าอาจจะแสดงอาการออกมาภายหลังกิน 2-3 ชั่วโมงเท่านั้น หรืออาจจะนานเป็น 2-3 วัน ขึ้นอยู่กับระดับของพิษ จึงแสดงอาการพิษออกมา มีตั้งแต่อาการอาการโดยทั่วไป คือ คลื่นไส้ อาเจียน อุจจาระร่วง ชีพจรเต้นเร็ว ซีด เหงื่อออกมาก มือเท้าเย็น เวียนศีรษะ ริมฝีปากและลิ้นร้อนไหม้ แน่นหน้าอก กลืนอาหารลำบาก มีอาการง่วงซึมและปลุกให้ตื่นได้ยาก ไม่ตอบสนองต่อสิ่งเร้าและอาการโคม่า ซึ่งอวัยวะภายในล้มเหลว อาจเสียชีวิตในเวลาต่อมาได้ โดยไม่มียาถอนพิษ การรักษาทำโดยรักษาตามอาการ โดยบางรายอาการอาจหายได้ภายใน 2-3 อาทิตย์
 
นายก้องเกียรติ กล่าวอีกว่า ในอดีต พบชาวบ้านกินเต่า และเสียชีวิต ที่ เขมร และมาพบในครั้งนี้ ที่ จังหวัดภูเก็ต ประเทศไทย จึงขอเตือนชาวประมง ชาวบ้าน ที่จับเต่ามาบริโภคผิดกฎหมายอาจเสียชีวิตทันที ดังเช่น รายที่เกิดขึ้น คนที่กินเต่า ส่วนใหญ่ เป็นชุมชนชายฝั่ง เมื่อเกิดเหตุแบบนี้ขึ้น ทางสถาบันฯร่วมกับ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดภูเก็ต ทำการวิจัย หาสาเหตุสารพิษจากเต่ากระ และวิจัยหาวิธีการรักษา เนื่องจาก ตอนนี้ ยังไม่พบยาที่รักษาพิษจากการกินเต่า
 
เต่าทะเล เป็นสัตว์สงวนคุ้มครองตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 ห้ามมิให้มีการล่าเต่า ครอบครองเต่า และชิ้นส่วนเต่า ถือว่า ผิดกฎหมาย หากจับมาได้ขอให้รีบปล่อยลงทะเล หากพบเต่าบาดเจ็บ ขอให้รีบแจ้งมาที่สถาบันฯกรมทรัพยากรทางทะเลฯเพื่อทำการรักษาปล่อยคืนสู่ทะเล ต้องการให้ทุกภาคส่วนร่วมกันรณรงค์อนุรักษ์เต่ามากขึ้น โดยเฉพาะ เต่าหญ้า เต่ามะเฟือง มีโอกาสสูญหายหรือสูญไปจากโลกนี้ จากข้อมูลที่ผ่านมาพบว่า เต่าทะเลของไทย มีจำนวนลดลง1ใน5ของจำนวนเต่าทั้งหมดใน50ปีที่ผ่านมา

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท