posttoday
เอเชียกุมขมับ หั่นดอกเบี้ยไม่ช่วยฟื้นศก.

เอเชียกุมขมับ หั่นดอกเบี้ยไม่ช่วยฟื้นศก.

12 พฤษภาคม 2558

โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา

โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา

การขยายตัวเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวเชื่องช้าลงตามๆ กันของนานาประเทศทั่วภูมิภาคเอเชีย ส่งผลให้นักวิเคราะห์และนักลงทุนทั่วโลกทั้งคาดการณ์และคาดหวังว่ารัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของหลายชาติจะเดินหน้าใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ

แน่นอนว่า หนึ่งในมาตรการกระตุ้นสำคัญที่ไม่พูดถึงไม่ได้ และเป็นมาตรการที่หลายสำนักเล็งเห็นตรงกันว่าจะต้องนำมาใช้แน่นอน ก็คือนโยบายตัดลดอัตราดอกเบี้ยของบรรดาธนาคารกลางนั่นเอง

ทั้งนี้ นับตั้งแต่เดือน ม.ค.เป็นต้นมา ธนาคารกลางหลายชาติประกาศหั่นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของประเทศลงแล้วหลายระลอก นำโดยยักษ์ใหญ่ของภูมิภาคอย่างประเทศจีน ที่ล่าสุดเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาธนาคารกลางจีน (พีบีโอซี) เพิ่งจะประกาศตัดลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลงอีก 0.25% ควบคู่กับการตัดลดสัดส่วนทุนสำรองธนาคารลงอีก 1%

ด้านธนาคารกลางอินเดีย (อาร์บีไอ) ประกาศตัดลดอัตราดอกเบี้ยนอกการประชุมปกติของอาร์บีไอไปแล้ว 2 ครั้งนับตั้งแต่เดือน ม.ค. และมีการคาดการณ์ว่าอาร์บีไอจะเดินหน้าลดอัตราดอกเบี้่ยลงอีกในเดือน มิ.ย. และปรับลดอัตราดอกเบี้ยซื้อคืนพันธบัตรอีกภายในสิ้นปี 2015 นี้

ขณะที่ก่อนหน้านี้ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ก็เพิ่งจะสร้างเซอร์ไพรส์ใหญ่ด้วยการตัดลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25% เมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อนหน้า

ผลสำรวจนักเศรษฐศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญกว่า 300 คนทั่วโลกของรอยเตอร์สสรุปชัดว่า บรรดาธนาคารกลางเกือบทุกประเทศในภูมิภาคเอเชีย ยกเว้นบางประเทศ เช่น นิวซีแลนด์ หรือเกาหลีใต้ มีแนวโน้มจะเดินหน้าใช้นโยบายผ่อนคลายทางการเงินอย่างการตัดลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติมในช่วงเวลาที่เหลือของปีนี้แน่นอน

สำหรับเหตุผลสำคัญที่ทำให้ธนาคารกลางทั่วเอเชียต้องตัดลดอัตราดอกเบี้ยนั้นมาจาก 2 ปัจจัยหลักด้วยกันก็คือ 1) ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว โดยเฉพาะการชะลอตัวของจีน ที่ส่งผลต่อปริมาณการนำเข้าส่งออก และความต้องการบริโภคสินค้าในตลาด และ 2) อัตราเงินเฟ้อที่ขยายตัวช้าลง อันเป็นผลส่วนหนึ่งสืบเนื่องมาจากราคาน้ำมันถูก

ไมเคิล สเปนเซอร์ หัวหน้าศูนย์วิจัยประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกแห่งดอยช์แบงก์กล่าวอย่างชัดเจนว่า หลายชาติเริ่มตระหนักแล้วว่ามาตรการส่งเสริมการบริโภคและปกป้องภาวะเงินฝืดคือสิ่งจำเป็นที่ต้องลงมืออย่างเร่งด่วน สำหรับสถานการณ์เศรษฐกิจเอเชียในปัจจุบัน

ความเห็นข้างต้นสอดคล้องกับ ริชาร์ด ไอเลย์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ประจำภูมิภาคเอเชียจากบีเอ็นพี ปาริบาส์ ซึ่งระบุชัดเจนว่าธนาคารกลางเอเชียมีแนวโน้มหั่นอัตราดอกเบี้ยลงอีกเพื่อรับมือกับเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงของจีน ที่จะส่งผลต่อภาคการส่งออก ขณะเดียวกันก็มีปัจจัยความต้องการบริโภคสินค้าของผู้บริโภคภายในประเทศที่ลดน้อยลง เนื่องจากผู้บริโภคเหล่านี้พยายามจำกัดการใช้จ่ายเพื่อหลีกเลี่ยงการก่อหนี้ของตนเองที่เริ่มส่งสัญญาณอันตรายมากขึ้นทุกที  

สรุปให้เข้าใจง่ายขึ้นก็คือ เพื่อกระตุ้นหรือประคับประคองให้เศรษฐกิจของประเทศสามารถเดินไปข้างหน้าต่อได้ ดังนั้น บรรดาธนาคารกลางทั้งหลายในเอเชียจึงเหลือทางเลือกไม่มากนัก นอกจากหันมาใช้นโยบายผ่อนคลายทางการเงิน ซึ่งรวมถึงการหั่นอัตราดอกเบี้ย

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีเหตุผลรองรับให้หั่นดอกเบี้ย แต่นักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญอีกส่วนหนึ่งกลับอดตั้งข้อสงสัยไม่ได้ว่าการเลือกนโยบายตัดลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางหลายชาติในเอเชียคราวนี้อาจไม่ได้ผลลัพธ์ตามเป้าที่คาดหวัง

เหตุผลประการแรกสุดเพราะสถานการณ์เศรษฐกิจทั่วเอเชียและทั่วโลกอยู่ในภาวะชะลอตัวอยู่แล้ว อีกทั้งยังมีแนวโน้มเลวร้ายลงอีก เมื่อการขยายตัวของเศรษฐกิจจีนหดตัวลง โดยมีการคาดการณ์ว่า ดัชนีราคาผู้ผลิต (พีพีไอ) หนึ่งในตัวชี้วัดเศรษฐกิจจีนในเดือน มี.ค. จะลดลงอีก 4.8% สืบเนื่องจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ปรับตัวลดลง ขณะที่ดัชนีราคาผู้บริโภค (ซีพีไอ) ยังคงแตะระดับเกือบต่ำสุดในรอบ 5 ปี

นักวิเคราะห์อธิบายว่า ด้วยสถานการณ์เศรษฐกิจทั่วไปที่ชะลอตัว ทำให้น่ากลัวว่าไม่ว่าจะทุ่มเทใช้นโยบายกระตุ้นอย่างไรมากแค่ไหน เศรษฐกิจก็อาจจะไม่ดีขึ้นตามเป้าที่ตั้งกันไว้

ทั้งนี้ ผลการประเมินของนักวิเคราะห์ในรายงานของรอยเตอร์สเกี่ยวกับอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจและตัวเลขเงินเฟ้อในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ของเอเชียพบว่าประเทศเหล่านี้ ไม่เว้นแม้แต่ญี่ปุ่น มีอัตราการขยายตัวและตัวเลขเงินเฟ้อที่ปรับตัวลดลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับ 3 เดือนก่อนหน้าอย่างเห็นได้ชัด

เหตุผลประการที่สองก็คือความเป็นไปได้ที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยภายในปีนี้ หลังจากที่เศรษฐกิจสหรัฐสามารถส่งสัญญาณทยอยฟื้นตัวได้ในระดับดี

นักเศรษฐศาสตร์หลายสำนักเห็นตรงกันว่า เมื่อใดก็ตามที่เฟดประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ย ธนาคารกลางทั้งหลายทั่วเอเชียซึ่งใช้นโยบายดอกเบี้ยต่ำเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจต้องกุมขมับแน่นอน เพราะนั่นหมายความว่า เงินทุนส่วนใหญ่จะไหลออกจากภูมิภาคเอเชียเพื่อวิ่งเข้าหาตลาดที่ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า ทำให้แทนที่การหั่นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางในเอเชียจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ก็กลับกลายเป็นการทำร้ายเศรษฐกิจในอีกทางหนึ่งแทน

ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวในปัจจุบัน บวกกับแนวโน้มที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ภาระกดดันทั้งหมดก็หวนกลับมาที่ธนาคารกลางทั่วเอเชียอีกครั้งที่จะต้องตัดสินใจให้ดีว่าจะกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศอย่างไรดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่ไม่สามารถจะพึ่งพาการตัดลดอัตราดอกเบี้ยได้อีกต่อไป

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท