posttoday
การปฏิรูปกฎหมายทำแท้งในอังกฤษ (11)

การปฏิรูปกฎหมายทำแท้งในอังกฤษ (11)

12 พฤษภาคม 2558

สมาชิกรัฐสภาอีกท่านหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญในการปฏิรูปกฎหมายทำแท้งในอังกฤษ คือ รอย เจนกินส์

โดย...นพ.วิชัย โชควิวัฒน

สมาชิกรัฐสภาอีกท่านหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญในการปฏิรูปกฎหมายทำแท้งในอังกฤษ คือ รอย เจนกินส์ ซึ่งเป็น สส.สังกัดพรรคแรงงาน ช่วงปี พ.ศ. 2481-2519 เป็นรัฐมนตรีมหาดไทย ช่วงปี พ.ศ. 2508-2510 เป็น สส.สังกัดพรรคสังคมประชาธิปไตย ในช่วงปี พ.ศ. 2526-2530 ต่อมาได้รับสถาปนาเป็นลอร์ด เจนกินส์ แห่งฮิลส์เฮด (The Lord Jenkins of Hillshead)

เหตุผลสำคัญที่ รอย เจนกินส์ ต้องการให้มีการปฏิรูปกฎหมายทำแท้งก็คือต้องการให้สตรีมีสิทธิเลือก และถ้าเลือกจะทำแท้งก็ควรทำได้โดยถูกกฎหมาย มิใช่ต้องไปลักลอบทำแท้งกับหมอเถื่อน ซึ่งทำให้เกิดปัญหาตามมามากมาย ปัญหานี้จึงเป็นปัญหาสังคมที่สมควรต้องแก้ไข ต่อมาเมื่อ รอย เจนกินส์ ได้เป็นรัฐมนตรีมหาดไทย เมื่อปี พ.ศ. 2508 เขายิ่งเห็นว่าต้องหาทางเดินหน้าปฏิรูปกฎหมายนั้นให้ได้

ช่วงปลายเดือน มิ.ย.ต่อเดือน ก.ค. 2510 มีกฎหมายสองฉบับเข้าพิจารณาในสภา คือ ร่างกฎหมายรักร่วมเพศและร่างกฎหมายทำแท้ง รอย เจนกินส์ ให้ความสำคัญกับร่างกฎหมายทั้งสองฉบับ โดยเห็นว่าไม่ควรเป็นร่างกฎหมายของรัฐบาล แม้เสียงส่วนใหญ่ในรัฐบาลจะสนับสนุนร่างกฎหมายทั้งสองฉบับนี้ แต่เพราะแต่ละคนยังเห็นต่างกันโดยให้การสนับสนุนในระดับที่แตกต่างกัน ในคณะรัฐมนตรีซึ่งมีจำนวนรวมราว 20 คน ขณะนั้นมี 4 หรือ 5 คนที่คัดค้านร่างกฎหมายนี้อย่างรุนแรง แต่มี 8 หรือ 9 คนที่เห็นด้วยเต็มที่ ที่เหลือนอกนั้นอยู่กลางๆ และไม่อยากยุ่งด้วย ถ้าพยายามทำเป็นร่างกฎหมายของรัฐบาล แม้จะมีวิปคอยกำกับก็จะต้องถูกต่อต้านอย่างหนักจาก 4-5 คนในคณะรัฐมนตรีที่ไม่เห็นด้วยอย่างแรง

ในส่วนของ สส.ในพรรคแรงงานซึ่งเป็นพรรครัฐบาล มี 120-130 คน ที่สนับสนุนร่างกฎหมายทั้งสองฉบับอย่างแข็งขันตลอดการพิจารณาทั้ง 3 วาระ

ในกระบวนการพิจารณากฎหมาย กลไกสำคัญสำหรับร่างกฎหมายที่เสนอโดย สส.ที่จะได้รับการสนับสนุน คือการให้เวลาในการพิจารณาอย่างพอเพียง ไม่เช่นนั้นร่างกฎหมายจะถูกฝ่ายที่คัดค้านใช้วิธี “เขี่ย” ให้ตกไป โดยไม่ต้องมีการลงมติ รอย เจนกินส์ จึงพยายามผลักดันให้คณะรัฐมนตรีใช้เวลาพิจารณาร่างกฎหมายทั้งสองฉบับนี้โดยไม่จำกัด โดยจะให้เวลายาวนานเท่าที่จำเป็นเพื่อให้ร่างกฎหมายผ่าน ซึ่งคณะรัฐมนตรีเห็นด้วย

สิ่งที่ รอย เจนกินส์ ไม่สามารถกำหนดได้และไม่พยายามจะทำก็คือ การเลือกเวลาที่สะดวกสำหรับการพิจารณาร่างกฎหมายเหล่านี้ ในชั้นกรรมาธิการซึ่งเป็นขั้นตอนที่สำคัญ กว่าจะเริ่มพิจารณาได้ เวลาก็ล่วงเข้าไปจนถึงราว 4 ทุ่มครึ่งแล้ว ซึ่งวันสุดท้ายที่พิจารณาร่างกฎหมายนี้เวลาล่วงไปจนถึงเกือบบ่ายโมงวันรุ่งขึ้น การพิจารณาเป็นไปอย่างเชื่องช้า จนดูเหมือนร่างกฎหมายจะตกไป กลยุทธ์สำคัญที่สามารถเอาชนะกลุ่มที่ใช้วิธีหน่วงเหนี่ยว (Filibuster) ก็คือการแสดงท่าทีที่ชัดเจนว่ามีการเตรียมให้มีการพิจารณาต่อไปตลอดคืนวันศุกร์ ต่อเนื่องไปจนถึงวันเสาร์และวันอาทิตย์ก็ได้ ถ้าฝ่ายคัดค้านพยายามจะดึงเวลาไป ในที่สุดกฎหมายก็ผ่านการพิจารณาไปตอนช่วงเวลาอาหารกลางวันในวันศุกร์ 

พรรคแรงงานมีมติให้ สส.ลงมติโดยอิสระ (ฟรีโหวต) แต่ รอย เจนกินส์ ได้ผลักดันในคณะรัฐมนตรีให้เห็นชอบให้รัฐมนตรีสามารถพูดสนับสนุนร่างกฎหมายได้จาก “ที่นั่งของรัฐมนตรี” (Despatch Box) และจาก “ที่นั่งแถวหน้า” (Front Bench) ในฐานะอย่างเช่น รัฐมนตรีมหาดไทย ข้อเสนอดังกล่าว รอย เจนกินส์ เห็นว่ามีเหตุผลสมควร ซึ่งคณะรัฐมนตรีก็เห็นชอบมาตรการเหล่านี้มีส่วนทำให้กฎหมายผ่าน

รอย เจนกินส์ เชื่อว่า ถ้าตนมิได้เป็นรัฐมนตรีมหาดไทย และมิได้ใช้ทุกมาตรการเพื่อผลักดันกฎหมายก็อาจไม่ผ่านสภา รอย เจนกินส์ ผลักดันเต็มที่โดยอยู่ร่วมพิจารณาตลอดด้วยทุกคืน อภิปรายสนับสนุนตลอดทั้งช่วงแปรญัตติ และในการพิจารณาวาระสาม รวมทั้งให้กระทรวงมหาดไทยช่วย เดวิด สตีล ในการร่างแก้ไขถ้อยคำอย่างต่อเนื่องจนกฎหมายผ่าน

รอย เจนกินส์ ชื่นชม เดวิด สตีล ผู้เสนอร่างกฎหมายนี้ ทั้งๆ ที่เป็น สส.สมัยแรกจากการเลือกตั้งซ่อมมาหยกๆ นับเป็นความกล้าหาญอย่างมาก และสามารถทำงานได้อย่างมีคุณภาพ อันที่จริง รอย เจนกินส์ ต้องการให้ เดวิด สตีล เป็นผู้เสนอร่างกฎหมาย
รักร่วมเพศ ซึ่ง เดวิด สตีล สนับสนุนการปฏิรูปกฎหมายทั้งสองฉบับ แต่เลือกที่จะเสนอร่างกฎหมายปฏิรูปการทำแท้ง เพราะเกรงว่าถ้าเสนอปฏิรูปกฎหมายรักร่วมเพศ จะเกิดการต่อต้านรุนแรงในเขตเลือกตั้งของตน แต่ความจริงปรากฏว่า ร่างกฎหมายปฏิรูปเรื่องรักร่วมเพศเมื่อผ่านสภาแล้ว ไม่มีการต่อต้านต่อเนื่องเหมือนกฎหมายปฏิรูปเรื่องการทำแท้งเลย ขณะที่กฎหมายทำแท้งมีความเห็นแตกต่างมากกว่ามาก

หลังกฎหมายปฏิรูปการทำแท้งผ่านสภา รอย เจนกินส์ ไม่ได้เคลื่อนไหวอะไรต่ออีก แม้กฎหมายจะออกมาในลักษณะยังไม่สมบูรณ์ที่สุด แต่ก็เห็นว่าเป็นกฎหมายที่ดีที่สุดที่ควรออกมาแล้ว รอย เจนกินส์ ยืนยันในหลักการว่า ประชาชนควรมีสิทธิตัดสินใจในหนทางชีวิตของตนเอง ตราบใดที่มิได้ไปละเมิดสิทธิของผู้อื่น สองปีหลังกฎหมายผ่าน รอย เจนกินส์ ได้อภิปรายในสภาว่า “สังคมที่เปิดกว้างคือสังคมอารยะ”

ในทัศนะของ รอย เจนกินส์ ซึ่งตั้งคำถามสังคมอารยะของประเทศอังกฤษ หากจะถามว่าความอิสรเสรีที่ขยายมากขึ้นจากขบวนการปฏิรูปกฎหมายในช่วงทศวรรษ 1960 ทำให้สังคมอังกฤษอารยะมากขึ้น
หรือไม่ รอย เจนกินส์ ตอบด้วยความมั่นใจว่า “ใช่”

ข่าวล่าสุด

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์