posttoday
ล้างหนี้9แสนล้าน กู้ฐานะการคลังพ้นวิกฤต

ล้างหนี้9แสนล้าน กู้ฐานะการคลังพ้นวิกฤต

12 พฤษภาคม 2558

โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง

โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง

ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา หนี้สาธารณะของประเทศเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เนื่องจากรายได้ไม่เพียงพอกับรายจ่าย ทำให้ต้องกู้เงินทำงบประมาณแบบขาดดุล เฉลี่ยปีละ 3-4 แสนล้านบาท

ที่สำคัญ ช่วง 2 ปีของรัฐบาลก่อนหน้านี้ มีการทำโครงการรับจำนำข้าวที่ต้องใช้เงินกู้สูงถึงกว่า 6 แสนล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะมีผลขาดทุนในโครงการนี้ไม่ต่ำกว่า 6 แสนล้านบาท เช่นกัน นั่นหมายถึงหนี้ที่เกิดจากโครงการนี้จะต้องใช้เงินภาษีของประเทศมาชดใช้ทั้งหมด

ล่าสุด กระทรวงการคลังรายงานยอดหนี้สาธารณะของประเทศ สิ้นเดือน มี.ค. 2558 มีหนี้ 5.7 ล้านล้านบาท หรือ 46.7% ของจีดีพี หากเทียบกับเมื่อสิ้นเดือน ธ.ค. 2554 ที่มีหนี้สาธารณะ 4.3 ล้านล้านบาท หรือ 40% ของจีดีพี เท่ากับระยะเวลาไม่ถึง 4 ปีที่ผ่านมา หนี้สาธารณะของไทยเพิ่มขึ้นถึง 1.4 ล้านล้านบาท เฉพาะช่วงปี 2554-2556 มีการกู้เงินมาทำโครงการรับจำนำข้าว ส่งผลให้ 2 ปีดังกล่าว หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นถึง 1.1 ล้านล้านบาท 

นอกจากนี้ ยังมีหนี้ที่รัฐบาลค้างจ่ายทางบัญชีให้กับหน่วยงานต่างๆ เช่น การจ่ายเงินสมทบให้กับกองทุนประกันสังคม การจ่ายเงินชดเชยให้กับรัฐวิสาหกิจที่ดำเนินการตามนโยบายรัฐบาลอีกจำนวนหลายแสนล้านบาท ที่ยังไม่ปรากฏในบัญชีหนี้ของประเทศ แต่ไปเป็นตัวแดงทางบัญชีองค์กรต่างๆ จากการค้างชำระของรัฐ

ในช่วงที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ามาบริหารประเทศ ได้ประกาศนโยบายชัดเจนว่า จะต้องมีการจัดการการใช้หนี้ของประเทศอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะหนี้จากโครงการรับจำนำข้าว 6-7 แสนล้านบาท

ทั้งนี้ หลักการสำคัญของการล้างหนี้ดังกล่าว ได้รับการเปิดเผยจาก ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี ก่อนหน้านี้แล้วว่า จะมีการออกกฎหมายพิเศษขึ้นมาทำให้หนี้ก้อนดังกล่าวมีความชัดเจนว่าจะต้องชำระภายในปีกี่ปีหนี้ถึงจะหมด เหมือนกับการออก พ.ร.ก.บริหารจัดการหนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน วงเงิน 1.4 ล้านล้านบาท ที่กำหนดว่าจะต้องใช้หนี้ให้หมดภายใน 20-30 ปี

อย่างไรก็ตาม ล่าสุด สมหมาย ภาษี รมว.คลัง ออกมาเปิดเผยว่า จะออกกฎหมายพิเศษมาล้างหนี้ของประเทศ วงเงินประมาณ 9 แสนล้านบาท โดยหนี้ก้อนใหญ่ก้อนหลักมาจากโครงการรับจำนำข้าวประมาณ 7 แสนล้านบาท เป็นหนี้โครงการจำนำข้าวสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ 6.15 แสนล้านบาท หนี้จำนำข้าวก่อนรัฐบาลยิ่งลักษณ์ 5.36 หมื่นล้านบาท และหนี้จากโครงการรับประกันราคาพืชผลอีก 3.1 หมื่นล้านบาท

นอกจากนี้ สมหมาย ยังรวบหนี้ที่รัฐบาลค้างจ่ายสมทบกองทุนประกันสังคม และเงินที่รัฐบาลต้องจ่ายอุดหนุนให้รัฐวิสาหกิจ เช่น การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) และ องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) แต่ยังไม่ได้จ่ายเป็นผลขาดทุนอยู่ในบัญชีมาไว้ในกฎหมาย เพื่อกู้เงินล้างหนี้ในคราวเดียวกันนี้

สมหมาย ระบุว่า การออกกฎหมายล้างหนี้ 9 แสนล้านบาท จะมีการออกพันธบัตรรัฐบาลระยะยาว เพื่อยืดชำระเงินกู้ออกไปเป็น 20-30 ปี เป็นการลดภาระงบรายจ่ายของประเทศ เพราะหากไม่ทำเช่นนี้ ในช่วง 8 ปีนี้ จะมีหนี้ถึง 4.5 แสนล้านบาท ที่ถึงกำหนดชำระ หรือตกปีละ 5 หมื่นล้านบาท ซึ่งงบประมาณของประเทศรับไม่ไหว ไม่มีรายได้พอจะจ่าย

ลำพังภาระชำระหนี้เงินต้นปัจจุบัน ที่ต้องตั้งงบจ่ายปีละ 5-6 หมื่นล้านบาท หรือประมาณ 2% ของงบรายจ่ายทั้งหมด และกระทรวงการคลังต้องเจรจาสำนักงบประมาณให้เพิ่มเป็นไม่น้อยกว่า 3% ยังไม่สำเร็จ ถ้ามีภาระหนี้ก้อนใหญ่มาพอกอีกปีละ 5 หมื่นล้านบาท รัฐบาลจะยิ่งไม่สามารถชำระหนี้เงินต้นได้เลย

ที่ผ่านมา รัฐบาลได้แต่แก้ปัญหาเฉพาะหน้า ยืดเวลาชำระเงินกู้ออกไปเรื่อยๆ จนประเทศต้องแบกภาระจ่ายดอกเบี้ยจำนวนมหาศาล เฉพาะหนี้ใหม่อีก 9 แสนล้านบาท ที่มีต้นทุนกู้เงินประมาณ 3% ต่อปี หรือเท่ากับต้องจ่ายปีละ 2.7 หมื่นล้านบาท โดยไม่แตะเงินต้น ภาระงบที่ต้องจ่ายดอกเบี้ยก็สูงโด่งถึงปีละ 1.5 แสนล้านบาทเข้าไปแล้ว ฐานะการคลังของประเทศจึงเข้าสู่วิกฤต

เมื่อการกู้เงินกับความสามารถจ่ายเงินกู้วิ่งสวนทางกัน ลองคิดดูในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา หนี้ของประเทศเพิ่มขึ้น 1.4 ล้านล้านบาท แต่ใช้หนี้เงินต้นไปได้เพียงปีละ 5-6 หมื่นล้านบาท เท่ากับ 4 ปีที่ผ่านมา มีการใช้ต้นเงินกู้ได้เพียง 2-3 แสนล้านบาท หรือเพียง 14-21% ของหนี้ที่เพิ่มเท่านั้น

หากปล่อยเช่นนี้ในไม่ช้าฐานะการเงินการคลังของประเทศก็เข้าสู่วิกฤตเต็มตัว

การออกกฎหมายล้างหนี้ของประเทศ 9 แสนล้านบาท จึงเป็นเรื่องจำเป็นในการแก้ปัญหาฐานะการเงินของประเทศตั้งแต่เนิ่นๆ ก่อนที่จะแก้ไขไม่ทัน และหนี้ที่นำมาแก้ไขก็ควรสร้างความชัดเจน โดยเฉพาะหนี้จากโครงการรับจำนำข้าว ที่สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือชั้นนำของโลกจับตามองอยู่ว่า รัฐบาลจะหาทางแก้ไขอย่างไรไม่ให้เป็นภาระงบประมาณ และกระทบกับงบการลงทุนของประเทศ หากทำได้ชัดเจนนอกจากทำให้การคลังของประเทศเข้มแข็งแล้ว ยังทำให้แนวโน้มเครดิตของไทยดีขึ้นอีกด้วย

นอกจากนี้ หากมีการสางหนี้กองทุนประกันสังคมที่รัฐบาลค้างจ่าย 6-7 หมื่นล้านบาท ก็จะช่วยแก้ไขฐานะของกองทุนให้เข้มแข็งขึ้น จากเดิมที่มีรายได้ไม่พอรายจ่าย จนประเมินว่าอีก 20 ปีข้างหน้า หากได้เงินก้อนนี้มา กองทุนประกันสังคมก็สามารถนำไปลงทุนหาผลประโยชน์เพิ่มได้

ขณะที่การจ่ายเงินอุดหนุนให้กับ รฟท. และ ขสมก. ที่รัฐบาลค้างจ่าย ก็เป็นอีกทางหนึ่งที่จะช่วยฟื้นฟูฐานะขององค์กรทั้งสองแห่งให้กลับมาแข็งแรง พัฒนาประเทศและบริการประชาชนต่อไป

การออกกฎหมายพิเศษล้างหนี้ประเทศ 9 แสนล้านบาท จึงเป็นก้าวสำคัญที่จะปลดล็อกวิกฤตฐานะการคลังของประเทศที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการแก้ไขรูปแบบนี้จะเป็นแนวทางที่ดี แต่ก็ต้องยอมรับว่าเป็นการแก้ที่ปลายเหตุอยู่ดี รัฐบาลจึงควรจะสร้างกลไกทางการเงินการคลัง ไม่ให้รัฐบาลในอนาคตสร้างหนี้ประเทศก้อนโตเป็นดินพอกหางหมูเพื่อหาคะแนนเสียงทางการเมืองอีกต่อไป เพราะสุดท้ายภาระจะตกอยู่กับประชาชนทั้งประเทศ และต้องมาออกกฎหมายพิเศษล้างหนี้ประเทศกันไม่มีวันจบสิ้น

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท