
มาร์คปูพรมนโยบายสู้เสื้อแดง-รับเลือกตั้ง
นับถอยหลังจากนี้ไปรัฐบาลอภิสิทธิ์ จะเข็นนโยบายต่างๆ ออกมามัดใจมวลชนออกมาอีกไม่ขาดสายอย่างแน่นอนเพื่อตุนคะแนนนิยม
นับถอยหลังจากนี้ไปรัฐบาลอภิสิทธิ์ จะเข็นนโยบายต่างๆ ออกมามัดใจมวลชนออกมาอีกไม่ขาดสายอย่างแน่นอนเพื่อตุนคะแนนนิยม
โดย...ทีมข่าวการเมือง
แม้ความขัดแย้งทางการเมืองยังคงคุกรุ่น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ยังไม่กล้าเดินทางไปภาคอีสาน และยังไม่กล้ายกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน แต่รัฐบาลก็แก้เกมด้วยการเปิดแนวรุก ทั้งเรื่องการปรองดอง การปฏิรูปประเทศ และล่าสุดได้โหมสารพัดนโยบาย นัยว่าเพื่อสร้างคะแนนนิยม ก่อนการเลือกตั้ง ที่อาจอุบัติขึ้นในเร็ววัน
สารพัดนโยบายภายใน 1 เดือน หลังเสื้อแดงสลายการชุมนุม ที่รัฐบาลงัดขึ้นมาสร้างความชอบธรรมในการบริหารประเทศ คือ 1.นโยบายแก้ไขปัญหาหนี้สินประชาชน โดยจะเร่งจัดตั้งธนาคารเพื่อคนจน หรือไมโครไฟแนนซ์ วางเป้าหมายเพื่อสานต่อการทำงานแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ ผุดโครงการนำร่อง โดยให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธ.ก.ส.) จัดโครงการให้สินเชื่อแก่ชุมชนด้วยการสนับสนุนโครงการธนาคารชุมชน รูปแบบการให้สินเชื่อเน้นให้ชาวบ้านในชุมชนรวมตัวกันมาขอสินเชื่อจากแบงก์รัฐรายละไม่เกิน 2-5 หมื่นบาท อัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ 1% ต่อเดือน หรือ 12% ต่อปี ระยะเวลากู้ไม่เกิน 3 ปี หรือผ่อนชำระสูงสุดไม่เกิน 36 งวด นโยบายนี้มีประชาชนกว่า 1.5 ล้านคน ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการกับรัฐบาล
2.นโยบายแก้ปัญหาหนี้สินของเกษตรกร 8 หมื่นคน จากเกษตรกรทั้งหมด 5.1 แสนคน หั่นหนี้ให้ 50% พร้อมยืดระยะเวลาในการชำระหนี้ออกไปอีก 15 ปี โดยคิดดอกเบี้ยเอ็มอาร์อาร์ ลบ 3% และตลอด 15 ปี เกษตรกรต้องไม่ก่อหนี้เพิ่ม ส่วนเกษตรกรที่เป็นหนี้เสีย หากต้องการรับความช่วยเหลือต้องสมัครเข้าเป็นสมาชิกกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรก่อน
ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังอัดเม็ดเงินงบประมาณอีก 200-300 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือชาวนาที่ประสบปัญหาขาดรายได้จากปัญหาภัยแล้งจะได้รับการช่วยเหลือผ่านการเลื่อนการชำระหนี้ และงดเก็บดอกเบี้ยจาก ธ.ก.ส. สำหรับหลักเกณฑ์ คือ จะเลื่อนการชำระหนี้เงินต้นออกไป 1 เดือน และงดภาระดอกเบี้ยให้อีก 1 เดือนครึ่ง นโยบายนี้ชาวนาเกือบ 9 แสนราย ได้รับอานิสงส์กันทั่วหน้า
3.นโยบายสานต่อโครงการกองทุนหมู่บ้าน โดยนายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรี เตรียมการตั้งคณะอนุกรรมการกองทุนสวัสดิการสังคม เพื่อผลักดันการจัดตั้งกองทุนสวัสดิการ หลังจากกองทุนหมู่บ้านยกระดับเป็นธนาคารชุมชนตามเป้าหมายของรัฐบาล เพื่อทำให้ชุมชนของไทยมีความแข็งแกร่งและเป็นสังคมสวัสดิการ
4.นโยบายปฏิรูปที่ดินทำกิน เน้น 2 เรื่อง คือ 1.กฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง และ 2.กองทุนธนาคารที่ดินโดยจะมีการนำเงินที่ได้จากการเก็บภาษีในปีแรกของการจัดเก็บตามกฎหมายใหม่ ประมาณ 2.5 หมื่นล้านบาท ไปใช้ในการซื้อที่ดินเก็บในรูปแบบธนาคารที่ดิน เพื่อนำที่ดินในธนาคารไปให้ประชาชนที่ยากจนไม่มีที่ทำกินเช่าทำการเกษตรในราคาถูกๆ
ถ้าโครงการทั้งหมดที่รัฐบาลดันออกมาเป็นจริงได้ เกษตรกรไทย 12 ล้านคน เกินครึ่งหนึ่งที่ยังไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตัวเองย่อมเทใจให้รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์อย่างแน่นอน
มองในเชิงนโยบาย ถือว่ารัฐบาลได้ใจในเรื่องความพยายามที่จะเข้าไปแก้ไขปัญหาความยากจนในพื้นที่ชนบทห่างไกล ให้พวกเขาหลุดพ้นจากวังวนความยากจนเดิมๆ ที่ยังติดกับดักอยู่กับปัญหาหนี้สินท่วมตัว การเข้าไม่ถึงแหล่งเงินทุนที่จะนำไปประกอบอาชีพ และยังสามารถแก้ไขปัญหาการไร้ซึ่งที่ดินทำกินเป็นของตัวเอง หากรัฐบาลทำสำเร็จคนยากคนจนไม่ต้องระเห็จเร่ร่อนไปหางานทำในเมือง สร้างปัญหาอื่นตามมาเป็นห่วงโซ่
นอกจากนั้น ในทางการเมืองรัฐบาลต้องการดึงมวลชนและสร้างแนวร่วมมุมกลับจากที่เคยต่อต้านให้หันมาสนับสนุนรัฐบาล ดังนั้นในรอบเดือนที่ผ่านมา รัฐบาลจึงตีปี๊บโหมนโยบายเหล่านี้ให้ดังขึ้นๆ เรียกร้องความสนใจจากประชาชนในระดับรากหญ้าอย่างมาก
ไม่เพียงเข็นนโยบายโดนใจรากหญ้าเท่านั้น นายอภิสิทธิ์ก็พยายามดันนโยบายใหม่ๆ ออกมาตอบแทนบุญคุณฐานมวลชนที่สนับสนุนรัฐบาลด้วย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนในเมือง กลุ่มคนผู้ใช้แรงงาน หรือมนุษย์เงินเดือน องค์กรภาคธุรกิจเอกชน และบรรดาข้าราชการ ดังนั้นแทบทุกนโยบายมองเป็นอื่นไปไม่ได้ คือ เอาใจมวลชนหรือฐานเสียงทางการเมืองของพรรคประชาธิปัตย์ที่สนับสนุนรัฐบาลให้อยู่รอดปลอดภัยมาได้จนถึงปัจจุบัน อาทิ
1.นโยบายการช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยและประชาชนที่ทรัพย์สินได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์ความไม่สงบจากการชุมนุมทางการเมือง ด้วยการให้สินเชื่อผ่านธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SMEs Bank) ให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบดังกล่าว ณ ปัจจุบันมีผู้ลงทะเบียนขอกู้แล้วจำนวน 14,272 ราย อนุมัติสินเชื่อแล้ว 8,460 ราย คิดเป็นวงเงิน 4,593.93 ล้านบาท
นอกจากนี้ ทางรัฐบาลยังจ่ายเงินช่วยเหลือแก่ผู้ประกอบการรายย่อยและประชาชนที่ทรัพย์สินได้รับความเสียหายฯ จำนวน 2,009 ราย คิดเป็นเงิน 100 ล้านบาท อีกทั้ง มติ ครม.เมื่อวันที่ 15 มิ.ย. ยังอนุมัติงบประมาณจำนวน 100 ล้านบาทเพิ่มเติม เพื่อช่วยเหลือเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมืองตามที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ที่มีผู้มาลงทะเบียนจำนวน 1,636 คน
ล่าสุดกระทรวงพาณิชย์เตรียมเสนอ ครม. ในวันที่ 29 มิ.ย.นี้ ให้อนุมัติโครงการช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยวงเงินอีกจำนวน 3,000 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยเอ็มแอลอาร์ลบ 3% ระยะเวลา 2 ปี เพื่อนำไปประกอบกิจการเป็นของตนเอง
2.นโยบายขึ้นเงินเดือนข้าราชการ 5% โดยนายกรัฐมนตรีสัญญาไว้ว่า ในปีงบประมาณ 2554 เตรียมงบประมาณไว้สำหรับครึ่งปี หากคณะกรรมาธิการสภาเห็นชอบตามที่ได้ตั้งไว้ใน พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2554 ก็จะขึ้นเงินเดือนได้ตั้งแต่เดือน เม.ย. 2554 ส่วนงบประมาณที่ต้องใช้สำหรับการขึ้นเงินเดือนครั้งนี้น่าจะอยู่ที่ 3 หมื่นล้านบาท ยังไม่พอทางรัฐบาลยังเตรียมจัดสรรเงินรางวัลข้าราชการ (โบนัส) ประจำปี 2552 งบประมาณ 1,000 ล้านบาท หรือเฉลี่ยคนละ 4,000-5,000 บาทต่อคน ในเดือน ต.ค.นี้ ข้าราชการกว่า 2 ล้านคน นั่งอมยิ้มรอให้ถึงวันนั้นเร็วๆ
3.นโยบายลดค่าครองชีพประชาชน ด้วยการขยาย 5 มาตรการลดค่าครองชีพประชาชน เช่น น้ำประปา ไฟฟ้า รถโดยสารประจำทาง รถไฟชั้น 3 และชะลอการปรับราคาก๊าซหุงต้ม (LPG) ออกไปอีก 6 เดือน นับตั้งแต่เดือน ก.ย. 2553 ถึงเดือน ก.พ. 2554 นโยบายนี้หวังมัดหัวใจมนุษย์เงินเดือน หรือผู้ใช้แรงงาน ทั้งภาครัฐและเอกชน ที่มีอยู่ประมาณเกือบ 17 ล้านคน จะได้ประโยชน์
4.นโยบายปราบปรามยาเสพติด ชูสโลแกนการปฏิบัติการ “ประเทศไทยเข้มแข็ง ชนะยาเสพติดยั่งยืน ภายใต้ยุทธศาสตร์ 5 รั้วป้องกัน ระยะที่ 2” โดยมีเป้าหมายปฏิบัติการที่สำคัญ คือ การลดปัญหายาเสพติดในพื้นที่และกลุ่มปัญหาที่มีนัยสำคัญ 6 จุด ลดการแพร่ระบาดยาเสพติดที่เป็นความเดือดร้อนของประชาชนทั่วประเทศ เสริมสร้างความเข้มแข็งของกลไกชุมชนและประชาสังคม และเสริมสร้างประสิทธิภาพของระบบกลไกและกระบวนการ บริหารจัดการ เป็นต้น นโยบายนี้กินใจพ่อแม่ผู้ปกครองอย่างปฏิเสธมิได้
นับถอยหลังจากนี้ไปรัฐบาลอภิสิทธิ์ จะเข็นนโยบายต่างๆ ออกมามัดใจมวลชนออกมาอีกไม่ขาดสายอย่างแน่นอน เพราะสถานการณ์การเมืองในขณะนี้ไม่น่าไว้วางใจยิ่ง ปฏิกิริยาหลายอย่างรบเร้าบอกเป็นลางว่ารัฐบาลอาจต้องยุบสภาเลือกตั้งใหม่ในปลายปีนี้ พร้อมทั้งต้องต่อสู้กับการจะกลับมาของกลุ่มเสื้อแดง
ดังนั้น การวางฐานเสียงและตุนคะแนนนิยมเอาใจมวลชนปูทางสู้ศึกเลือกตั้งที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ หวังกลับมาครองอำนาจใหม่อีกครั้งของพรรคประชาธิปัตย์







