
การประชุมสัมมนาในภูมิภาคเอเชีย
โดย...ม.ล.สุรวุฒิ ทองแถม
โดย...ม.ล.สุรวุฒิ ทองแถม
ในอดีตหลายสิบปีที่ผ่านมา สถานที่ที่ถือกันว่าเป็นศูนย์การประชุมสัมมนาในภูมิภาคเอเชียนั้นส่วนใหญ่จะอยู่กันในสองประเทศ คือ ฮ่องกงกับสิงคโปร์เป็นหลักใหญ่ อาจจะมีบ้างที่ได้ไปจัดขึ้นกันในประเทศอื่นแต่นับได้ว่าน้อยมาก รวมถึงในประเทศไทยเราเองก็ได้ส่วนแบ่งมาน้อยมากครับ
เหตุผลสำคัญที่งานประชุมสัมมนาในระดับภูมิภาคนี้นิยมไปจัดกันใน 2 ประเทศดังกล่าวนี้ เพราะสำนักงานสาขาของบรรดาบริษัทข้ามชาติชั้นนำต่างๆ ของโลกในยุคนั้นต่างก็ไปตั้งกันอยู่ในทั้งสองประเทศนี้ครับ ทั้งบริษัทในด้านอุตสาหกรรม บริษัทผู้เชี่ยวชาญทางด้านการพาณิชย์ ประกันภัย หรือแม้กระทั่งธนาคารที่ดำเนินธุรกิจ ธุรกรรมทางการเงิน รวมไปถึงบริษัทการคมนาคมเดินเรือขนส่งสินค้าต่างๆ เป็นต้น รวมทั้งมีความพร้อมทั้งในด้านศูนย์ประชุม โรงแรมระดับโลก ร้านอาหารนานาชาติ การสันทนาการก่อนและหลังการประชุม โดยเฉพาะสถานที่ช็อปปิ้งที่มีทั้งสินค้าแบรนด์เนมพร้อมสรรพด้วยราคาและบริการที่เชิญชวนให้ทั้งผู้เข้ามาประชุมและผู้ติดตามมีความสุขทุกครั้งที่ได้มาเยือน
แต่ด้วยสถานการณ์ทางการเมืองและเศรษฐกิจของโลกที่เปลี่ยนแปลงไป ในปัจจุบันศูนย์กลางของการดำเนินธุรกิจในภูมิภาคนี้เริ่มหลั่งไหลเข้ามาที่สิงคโปร์แทนฮ่องกงแล้วครับ โดยเฉพาะศูนย์กลางในด้านการพาณิชย์และที่สำคัญมากที่สุดคือศูนย์การทางการเงิน นัยว่าด้วยเหตุผลของการมีเสถียรภาพทางการเมืองที่สิงคโปร์ค่อนข้างมีความมั่นคงเหนือกว่าด้วยความเป็นประเทศที่มีเอกลักษณ์ในด้านการปกครองในแบบสิงคโปร์ สิงคโปร์ที่แตกต่างกว่าทุกประเทศในโลกนี้ครับ
แต่อย่างไรก็ดี เริ่มมีบางประเทศนำวิธีคิดและวิธีปฏิบัติแบบสิงคโปร์เข้าไปใช้ในประเทศของตนเองแล้ว อย่างเช่น สาธารณรัฐรวันดาประเทศเล็กๆ ที่ไม่มีทางออกไปสู่ทะเลตั้งอยู่ระหว่างตะวันออกกลางของทวีปแอฟริกา ปัจจุบันมีประชากรประมาณ 8 ล้านคน ซึ่งเห็นว่าได้ผลดี ประชาชนมีวินัยสูง การเมือง การปกครอง และเศรษฐกิจอยู่ในระดับดีขึ้นกว่าเดิมมาก
หลายท่านอาจจะมีคำถามว่า แล้วประเทศไทยของเราไปอยู่ซะที่ไหน ทำไมถึงไม่ได้ส่วนแบ่งทางการตลาดในด้านนี้บ้าง คำตอบก็คือเมื่อเราหันกลับมาดูประเทศไทยของเรา ทั้งวิธีการคิด นโยบาย และการปฏิบัติในด้านส่งเสริมการท่องเที่ยวของประเทศไทยเราที่ผ่านมามักจะยึดติดกับการสร้างจำนวนนักท่องเที่ยวให้มีจำนวนมากเข้าไว้เป็นหลักใหญ่ โดยใช้วิธีหมุนเวียนวนไปมาในกิจกรรมการท่องเที่ยวเหมือนๆ กัน อาทิ นิยมใช้เงินงบประมาณผ่านวิธีการโฆษณา ประชาสัมพันธ์ในสื่อทุกแขนง การเดินทางไปทำโรดโชว์ในต่างประเทศ การเชิญตัวแทนผู้ประกอบการท่องเที่ยวหรือสื่อมวลชนให้มาท่องเที่ยวทัศนศึกษาในประเทศไทย เป็นต้น
ผมไม่ทราบว่าถึงเวลาหรือยังที่หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวทั้งทางตรง และทางอ้อมทั้งหลาย จะมองปัจจัยบวกในกลุ่มเป้าหมายอื่นบ้างนอกเหนือจากตัวเลขนักท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว โดยเฉพาะกลุ่มบริษัทข้ามชาติ กลุ่มบริษัทที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนในประเทศไทย หรือแม้แต่บริษัทสัญชาติไทยระดับโลกทั้งหลายทั้งที่มีสำนักงานในประเทศไทย หรือในเขตภูมิภาคนี้ว่า ไทยเราควรจะมียุทธศาสตร์ทั้งในระยะสั้น กลาง ยาวอย่างไรให้พวกเขาเหล่านี้มาจัดงานประชุมย่อยในภูมิภาค (Regional Meeting) หรือการจัดการประชุมระดับทวีป ระดับโลก (Convention) หรือให้การสนับสนุนให้พวกเขามีส่วนร่วมในการดึงการจัดงานแสดงสินค้าต่างๆ ในระดับโลกเข้ามาในบ้านเราให้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นกรุงเทพฯ เชียงใหม่ ภูเก็ต พัทยา ฯลฯ เป็นต้น
ธุรกิจการท่องเที่ยวในสิงคโปร์เองตอนนี้ ผมสังเกตจากสถิติของอัตราการเข้าพักโรงแรมก็ดี อัตราเฉลี่ยของค่าที่พักก็ดี จำนวนเที่ยวบินและตัวเลขที่สำคัญในการดูดัชนีการเติบโตของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของเขาแล้ว อยากจะเขียนว่าเขามีอุปสงค์สูงกว่าเราหลายเท่าตัวครับ มีนักท่องเที่ยวหลากหลายประเภทที่มีค่าใช้จ่ายต่อคนต่อครั้งสูง โดยเฉพาะกลุ่มนักธุรกิจเดินทางเข้าสิงคโปร์ที่มีส่วนแบ่งถึง 20% ของจำนวนชาวต่างชาติทั้งหมดที่เข้าประเทศในปีที่ผ่านมา ที่น่าสนใจไปกว่านั้นในบรรดานักธุรกิจในเอเชียมีมากที่สุดครับ ในกลุ่มอาเซียน นักธุรกิจไทยเราเป็นอันดับหนึ่งมีถึง 34% รองลงมา คือ มาเลเซีย 32% ในกลุ่มเอเชียเหนือ ฮ่องกง 35% ญี่ปุ่น 33% ไต้หวันกับเกาหลีใต้เท่ากันคือ 26% ส่วนยุโรปมีไม่มากนักแต่ที่มากพอสมควรคือนักธุรกิจจากอเมริกามีถึง 28%
ผมว่าน่าจะถึงเวลาแล้วนะครับ ภาครัฐบาลของไทยควรจะมีนโยบายวางแผนสร้างยุทธศาสตร์การช่วงชิงกลุ่มเป้าหมายใหม่ๆ ในด้านกลุ่มนักธุรกิจบ้าง อย่างเช่น ควรมีมาตรการอำนวยความสะดวกให้กลุ่มธุรกิจของบริษัทข้ามชาติทั้งหลายให้มาประชุมระดับภูมิภาคในประเทศไทยให้มากขึ้น เราควรมีนโยบายที่ช่วยส่งเสริมการตลาดทั้งในด้านงบประมาณและขอความร่วมมือจากบริษัทผู้นำในอุตสาหกรรมแขนงต่างๆ ทั้งที่เป็นของคนไทยเองและนานาชาติ ให้ช่วยผลักดันการประชุมของพวกเขาให้มาจัดที่เมืองไทยให้มากขึ้นครับ โดยอาจจะมีการผ่อนคลายกฎระเบียบต่างๆ ให้มีสิทธิพิเศษมากกว่านักท่องเที่ยวทั่วไป ทั้งในด้านพิธีการตรวจคนเข้าเมือง ศุลกากร รวมไปถึงประเภทของวีซ่าให้เข้า-ออกประเทศไทยได้หลายครั้งและมีระยะเวลาอายุของวีซ่าที่ยาวนานเป็นปี เป็นต้น
ผมคงต้องขอเรียนแบบตรงไปตรงมาครับ ว่าตราบอดีตที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันหน่วยงานส่งเสริมการท่องเที่ยวขนาดใหญ่จากภาครัฐของไทยเราไม่ค่อยให้ความสนใจกลุ่มเป้าหมายทางการตลาดนี้เท่าใดนักหรอกครับ ส่วนใหญ่ที่เคยมีมาจัดขึ้นในเมืองไทยนั้น เกิดจากการผลักดันของภาคเอกชนและหน่วยงานภาครัฐขนาดย่อมที่มีงบประมาณจำกัดเสียเป็นส่วนใหญ่ครับ







