
เบิกจ่ายรัฐ วัดดวงเศรษฐกิจ
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
แม้ว่าเศรษฐกิจไทยจะส่งสัญญาณฟื้นตัวชัดเจนมากขึ้น โดยกระทรวงการคลังคาดว่าเศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกจะขยายตัวได้ 3.2% และทั้งปีขยายตัวได้ 3.7% ต่อปี แต่รัฐบาลก็ยังเดินหน้าติดตามเศรษฐกิจชนิดตาไม่กะพริบ เพราะรู้ว่ายังมีปัจจัยเสี่ยงทางเศรษฐกิจอยู่มาก และเครื่องยนต์ขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจบางตัวไม่ทำงาน
ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี ออกมายืนยันว่า ในช่วงตั้งแต่รัฐบาลเข้ามาบริหารประเทศ เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวได้ดีอย่างต่อเนื่อง มีปัญหาแต่เรื่องการส่งออกที่ขยายตัวได้น้อย ส่วนเรื่องความเชื่อมั่นการบริโภคจะลดลงไม่ใช่ปัญหาใหญ่ เพราะการเบิกจ่ายภาครัฐเร่งตัวได้รวดเร็ว และการเปิดโรงงานใหม่เพิ่มขึ้นมาก จะดึงการลงทุนและการบริโภคให้กลับมาขยายตัวดีขึ้น
อย่างไรก็ตาม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ก็ได้สั่งการให้หน่วยงานต่างๆ เร่งเบิกจ่ายงบประมาณ โดยเฉพาะงบลงทุน เพื่อให้เม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจให้มากที่สุด เพราะรู้ดีว่าเศรษฐกิจไทยถึงฟื้นตัวได้แต่ยังเปราะบางกับผลกระทบที่อาจจะมีเข้ามาในอนาคต และการเบิกจ่ายภาครัฐก็ถือเป็นเครื่องมือที่สำคัญของเศรษฐกิจไทย หากเร่งเบิกจ่ายและโครงการลงทุนได้เร็วเท่าไรเศรษฐกิจไทยก็แข็งแรงมากขึ้นเท่านั้น
สำนักงบประมาณรายงานผลการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2558 วงเงิน 2.57 ล้านล้านบาท เบิกจ่ายล่าสุด 7 เดือนของปีงบประมาณ เบิกจ่ายได้ 1.5 ล้านล้านบาท หรือ 58% ในส่วนของงบลงทุน 4.49 แสนล้านบาท เบิกจ่ายได้แล้ว 1.63 แสนล้านบาท หรือ 32% และยังมีสัญญาที่ก่อหนี้ผูกพันแล้วรอเบิกจ่ายอีก 1.05 แสนล้านบาทหรืออีก 23% รวมกันเป็นงบลงทุนที่จะเบิกจ่ายได้ถึง 59% จึงคาดว่าปีนี้การเบิกจ่ายงบลงทุนจะได้สูงถึง 88% มากเป็นประวัติการณ์จากปกติที่เบิกจ่ายได้ประมาณ 70% เท่านั้น
หากพิจารณาการเบิกจ่ายงบลงทุนในช่วง 7 เดือนแรกของปีงบประมาณเบิกได้จริง 32% หรือว่า 1 ใน 3 ก็ต้องยอมรับว่าการเบิกจ่ายงบลงทุนยังช้าอยู่ เพราะการเบิกจ่ายในช่วงไตรมาสแรกของปีงบประมาณทำได้ล้าช้ามาก แต่เมื่อนำตัวเลขของการทำสัญญาแล้วรอการเบิกจ่ายก็จะทำให้ตัวเลขการเบิกจ่ายงบลงทุนในภาพรวมดูดีขึ้นมาก ดูเหมือนมีการเบิกจ่ายได้มากกว่าครึ่ง แต่ในความเป็นจริงสัญญาที่ทำแล้วรอเบิกจ่ายกว่า 1 แสนล้านบาท ไม่ได้เบิกจ่ายได้หมดภายใน 1-2 เดือน แต่จะมีการทยอยเบิกจ่ายกันไปถึงสิ้นปีงบประมาณ
ประเด็นสำคัญ คือ การเบิกจ่ายงบลงทุนในส่วนที่ยังไม่มีสัญญาผูกพันอีก 2 แสนล้านบาท ในส่วนนี้จะเป็นงานหินมากสำหรับการเบิกจ่าย เพราะส่วนใหญ่จะเป็นโครงการขนาดใหญ่ หลายโครงการยังไม่พร้อมที่จะเซ็นสัญญาในเวลาอันสั้น ซึ่งการตั้งเป้าเบิกจ่ายงบลงทุนให้ได้ถึง 88% นั้น หมายความว่าช่วงเวลาที่เหลือ 5 เดือนของงบประมาณปีนี้ จะต้องมีการทำสัญญางบลงทุนและเบิกจ่ายในส่วนนี้ให้ได้อีกถึง 1.5 แสนล้านบาทเป็นอย่างต่ำ การเบิกจ่ายถึงจะได้ตามเป้าที่ตั้งไว้ ซึ่งถือว่าเป็นงานท้าทายเป็นเป้าหมายที่สูงที่ไปถึงไม่ได้ง่าย
หากดูการเบิกจ่ายงบลงทุนในช่วง 7 เดือนแรก ทำได้ 1.6 แสนล้านบาท และเวลาที่เหลืออีก 5 เดือน ต้องเบิกจ่ายงบที่ทำสัญญารอเบิกจ่ายให้ได้หมด 1.05 แสนล้านบาท และต้องเร่งทำสัญญาให้ได้อีก 1.5 แสนล้านบาท และเบิกจ่ายให้หมดภายในเวลาเดียวกัน จึงดูไม่ใช่ง่ายในทางปฏิบัติถึงแม้ว่าจะเป็นเรื่องที่ทำได้ในทางทฤษฎีก็ตาม
นอกจากงบลงทุนในปีงบประมาณปกติ การเบิกจ่ายงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจ โดยเฉพาะตามยุทธศาสตร์พัฒนาด้านคมนาคม 2-3 ล้านล้านบาท ของรัฐบาลชุดนี้ต้องเดินหน้าก่อสร้างได้จริง โดยเฉพาะโครงการรถไฟทางคู่ โครงการรถไฟฟ้า และการสร้างถนนมอเตอร์เวย์ การก่อสร้างส่วนขยายสนามบิน เพราะโครงการดังกล่าวมีการศึกษามาแล้วได้ข้อสรุปว่ามีความจำเป็น ไม่มีการคัดค้าน เหลือแต่รัฐบาลจะเดินหน้าให้เกิดการก่อสร้างจริงเมื่อไรเท่านั้น หากทำได้ภายในปีนี้ก็จะเป็นผลดีกับเศรษฐกิจปีนี้และปีต่อๆ ไป
ขณะเดียวกัน การเบิกจ่ายงบลงทุนซ่อมสร้างถนนทั่วประเทศ 4 หมื่นล้านบาท และงบลงทุนการบริหารจัดการน้ำ 4 หมื่นล้านบาท รวมเป็นเงิน 8 หมื่นล้านบาท หากดันออกมาได้ภายใน 1 ปี ตามที่วางแผนไว้เพราะเป็นโครงการขนาดเล็กทำเสร็จภายใน 1 ปี ก็จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจปีนี้และปีหน้าได้อีกไม่น้อย
การทำงบประมาณปี 2559 ที่ตั้งงบลงทุนไว้ถึง 5 แสนล้านบาท หากมีการเร่งเบิกจ่ายงบลงทุนได้เร็วในไตรมาสแรกของปีงบประมาณ ซึ่งตรงกับไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ก็จะเป็น
ผลดีกับเศรษฐกิจได้อีกแรง
การเบิกจ่ายงบประมาณจึงเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญ ในช่วงที่การส่งออกของไทยมีปัญหาพึ่งไม่ได้ การส่งออกปีนี้คงหนีไม่พ้นจะเสี่ยงติดลบ แม้ว่ากระทรวงพาณิชย์จะตั้งเป้าไว้ 1.4% ต่อปี ก็เป็นเป้าหมายที่ทำได้ยาก เพราะเศรษฐกิจโลกไม่ดี การส่งออกของไทยที่ถูกใบเหลืองจากการใช้แรงงานค้ามนุษย์ ก็อยู่ระหว่างที่รัฐบาลเร่งแก้ไขและยังต้องใช้เวลาสะสาง
นอกจากนี้ โครงสร้างการค้าโลกที่เปลี่ยนแปลงไปมากในช่วงรอบ 10 ปีที่ผ่านมา การขยายตัวเศรษฐกิจของโลกลดลงมาก แต่มูลค่าการค้าขายของโลกลดต่ำมากยิ่งกว่า เห็นได้ชัดว่าเศรษฐกิจสหรัฐแม้ว่าจะฟื้นตัวดีขึ้น แต่การนำเข้าไม่ได้ขยายเพิ่มขึ้นตาม ส่วนหนึ่งมาจากการใช้จ่ายที่ระมัดระวังมากขึ้น และอีกส่วนหนึ่งมาจากการใช้สิ่งของที่ผลิตภายในประเทศมากขึ้น
จากสภาพการณ์ที่เปลี่ยนไปทำให้เศรษฐกิจไทยพึ่งการส่งออกเป็นตัวหลักไม่ได้เหมือนในอดีตที่ผ่านมา โดยเฉพาะในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจเฉพาะหน้า การลงทุนภาครัฐจึงถูกคาดหวังเป็นพระเอกสำคัญในการดึงความเชื่อมั่นเศรษฐกิจ หากการเบิกจ่ายภาครัฐเป็นไปได้ การลงทุนขนาดใหญ่ทำได้เร็วมากขึ้น ก็จะดึงการลงทุนภาคเอกชนให้เดินหน้า การบริโภคภาคเอกชนก็จะขยายตัวตามไปด้วย
ดังนั้น เศรษฐกิจไทยนับจากนี้จะดีหรือทรงหรือทรุดก็จะมีการเบิกจ่ายภาครัฐเป็นตัวชี้เป็นชี้ตาย ว่าเศรษฐกิจไทยที่เหลือของปีนี้จะไปทางไหน







