
หวย บ่อน ซ่อง ก็ต้องปฏิรูป
ผู้รู้ท่านว่า “หวย บ่อน ซ่อง ไม่มีวันหมดไปจากโลก” พื้นฐานแห่งกำเนิดของ “หวย บ่อน ซ่อง” ก็เหมือนกับการเกิดขึ้นของศาสนา
โดย...ทวี สุรฤทธิกุล
ผู้รู้ท่านว่า “หวย บ่อน ซ่อง ไม่มีวันหมดไปจากโลก”
พื้นฐานแห่งกำเนิดของ “หวย บ่อน ซ่อง” ก็เหมือนกับการเกิดขึ้นของศาสนา เพียงแต่มองไปในคนละด้าน คือ ด้านที่ดีก็เป็น “ศีลธรรม” หรือข้อปฏิบัติทางศาสนา ด้านที่ไม่ดีก็เป็น “หวย บ่อน ซ่อง” นี้ หรือเรียกว่า “อบายมุข” (ที่ศาสนาพุทธจะรวมถึง สุรายาเมา การเที่ยวกลางคืน และการบริโภคที่เกินพอดีนั้นด้วย) โดยพื้นฐานที่ว่านี้ก็คือ “ความหวัง ความสุข และการหลุดพ้น”
สิ่งหล่อเลี้ยงชีวิตมนุษย์คือ “ความหวัง” ตั้งแต่หวังในการมีชีวิตอยู่รอด เจริญเติบโต แข็งแรง จนกระทั่งมีอายุยืนนาน รวมถึงหวังในความสุขและความหลุดพ้นนั้นด้วย โดยความหลุดพ้นสำหรับปุถุชนก็คือ พ้นจากทุกข์ แต่ถ้าเป็นนักพรตนักบวชก็หมายถึงการมีชีวิตใหม่ ที่ในบางศาสนาก็คือ ชีวิตที่ได้ไปอยู่กับพระผู้เป็นเจ้า แต่ถ้าในศาสนาพุทธก็คือ “นิพพาน” ไม่มีการเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป ซึ่งนั่นเป็นในแนว
ศีลธรรมที่มุ่งไปที่ความสงบสุขของสังคม แต่ถ้าเป็นในแนวอบายมุขก็จะมุ่งไปสู่ความสุขที่เบียดเบียนทั้งตนเองและ
ผู้อื่น อย่างกรณี “หวย บ่อน ซ่อง” นี้
ผู้เขียนติดตามงานวิชาการด้านนี้มาบ้าง โดยเฉพาะงานของท่านอาจารย์สังศิต พิริยะรังสรรค์ เคยนำงานบางชิ้นของท่านมาวิพากษ์ในคอลัมน์นี้ เพื่อชี้ให้เห็นว่าเป็นงานที่มีคุณค่าแก่สังคมมาก แต่ก็เป็นงาน “สุดโหด-โคตรหิน” คือแม้จะพยายามชี้แนะ (ให้ข้อมูล) และเสนอแนะ (ให้ทางแก้) จนกระดาษเปียกกระดาษแฉะ (ในฐานะงานเอกสารการวิจัย) และปากเปียกปากแฉะ (ในการบรรยายและสัมมนาต่างๆ) ก็ยังไม่เห็นผู้มีอำนาจท่านใดยุคใด “กล้า” ที่จะจัดการกับปัญหานี้อย่างจริงจัง รวมถึงการแก้ปัญหาให้ถูกจุดและยั่งยืน
ท่านอาจารย์สังศิต อธิบายว่า หวยบ่อนซ่องนี้เป็นธุรกิจอย่างหนึ่ง อย่างที่เรียกว่า “ธุรกิจมืด” หรือ “ธุรกิจบาป” แต่ในประเทศไทยกลับถูกบริหารจัดการแบบ “มือถือสากปากถือศีล” (ท่าน
อาจารย์สังศิตไม่ได้ใช้ถ้อยคำแบบนี้ แต่ผู้เขียนพยายามจะแปลความหมายให้เป็นแบบที่ชาวบ้านเข้าใจ) คือมีทั้งข้อห้ามทางศีลธรรมและข้อห้ามทางกฎหมายยุ่บยั่บไปหมด แต่กระนั้นก็มีบรรดาเจ้าหน้าที่บ้านเมืองและผู้มีอิทธิพลต่างๆ อาศัยอำนาจ “เถื่อน” (แต่ส่วนใหญ่ก็อาศัยอำนาจที่ “ถูก” กฎหมายนั่นแหละ) เข้าไปหากินกับธุรกิจที่พากันประณามว่าเป็นความชั่วร้ายของสังคมนี้ แล้วก็มีชื่อเรียกใหม่อย่างที่ท่านอาจารย์สังศิตเรียกว่า “ธุรกิจสีเทา”
ที่เรียกว่าเป็น “ธุรกิจสีเทา” ก็เพราะประกอบด้วยทั้งส่วนที่ถูกกฎหมายและผิดกฎหมาย ไล่มาตั้งแต่ “ซ่อง” ที่แอบแฝงทำมาหาได้อยู่ในอาชีพหรือสถานที่ที่กฎหมายรับรอง ตั้งแต่โรงแรมม่านรูด อาบอบนวด ร้านอาหาร ร้านตัดผม ฯลฯ ที่ปัจจุบันนี้ยังขยายไปถึงสปาและบริการทางสุขภาพบางประเภท รวมถึงที่พักและคอนโดให้เช่าทั้งรายวันรายเดือนทั้งหลาย แต่เจ้าหน้าที่ก็เอาหูไปนาเอาตาไปไร่ เพราะตราบใดที่ยังมีธุรกิจแบบนี้ เจ้าหน้าที่ก็ได้อาศัย “หากิน” ไปด้วย
ต่อมาคือ “บ่อน” ที่บางประเภทก็สามารถขออนุญาตเล่นได้ ซึ่งก็ต้องไปขออนุญาตเจ้าหน้าที่ ซึ่งบางแห่งก็ให้เปิดเป็นบ่อนประจำ รวมทั้งขยายการเล่นไปมากมายหลายอย่าง รวมทั้งที่ให้มีเครื่องเล่นต่างๆ มาให้คนในบ่อนไว้เล่นคลายเครียดด้วย แต่ที่ “อุบาทว์” มากก็คือ ในขณะที่ในประเทศมีการห้ามเปิดบ่อนกาสิโน (หมายถึงบ่อนที่ก่อสร้างอย่างหรูหราและมีการบริหารจัดการชั้น 1) แต่เจ้าหน้าที่กลับส่งเสริมให้มีคนออกเดินทางไปเล่นในบ่อนเหล่านี้อย่างไม่อับอาย (ส่วนนี้เป็นประสบการณ์ของผู้เขียนด้วยส่วนหนึ่งที่เวลาไปทัวร์ประเทศเพื่อนบ้านก็มักจะได้รับการ “กวาดต้อน” ให้ไปเข้าบ่อนพวกนี้อย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยง ก็ด้วยการสนับสนุนของเจ้าหน้าที่ของเราด้วย เช่น การอำนวยความสะดวกให้แก่พวกนักเล่นเดินทางเข้าออกได้อย่างสะดวกด้วยบริการแบบ VIP)
สุดท้ายคือ “หวย” ที่เห็นชัดเจนที่สุดเพราะรัฐบาลก็ “เอากับเขาด้วย” คือเปิดเป็นสำนักงานแจกจ่ายโควตาขายอย่างโจ๋งครึ่มและถูกกฎหมาย อย่างที่เรียกว่า “สลากกินแบ่ง” นั่นแหละ พร้อมกันนั้นก็ไม่ปิดโอกาสของเจ้าหน้าที่ที่จะไปหากินกับ “หวยเถื่อน” หรือ “หวยใต้ดิน” ที่น่าจะมีมูลค่ามากกว่า “หวยบนดิน” ของรัฐบาลนั้นเสียอีก พร้อมกับสร้างเครือข่ายอิทธิพลโยงใยกับนักการเมืองทั้งในระดับชาติและระดับท้องถิ่น แม้แต่เจ้าหน้าที่ก็เป็นคน “รับโพย-เดินหวย” ด้วยเสียเอง แต่ที่เลวที่สุดก็คือ การที่ผู้มีอำนาจระดับสูงที่อาศัยหวยของรัฐนั้นหากินมาโดยตลอด
ข้อเสนอของท่านอาจารย์สังศิตที่ผู้เขียนคิดว่าน่าจะโดนใจผู้มีอำนาจและ “พวกมือถือสากปากถือศีล” ทั้งหลายก็คือ “เอาธุรกิจใต้ดินเหล่านี้ขึ้นมาบนดิน” นั่นก็คือ ในธุรกิจมืดที่พี่ไทยพลิกแพลงมาเป็นธุรกิจสีเทาเหล่านี้ ก็มาทำให้เป็น “ธุรกิจสว่าง” หรือ “ธุรกิจสีสดใส” (ผู้เขียนขอไม่เรียกว่า “ธุรกิจสีขาว” เพราะถึงอย่างไรธุรกิจเหล่านี้ก็ยังเป็นอบายมุข) อย่างหวยก็พยายามแก้ไขให้มีการบริหารจัดการที่โปร่งใสและเอาจริงเอาจัง อย่างที่ คสช.ได้ส่ง พล.ต.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ รองแม่ทัพภาคที่ 1 มาเป็นประธานบอร์ดกองสลาก ซึ่งก็หวังว่าท่านจะไม่ “หน้ามืด” ไปเสียก่อน
สำหรับบ่อนและซ่องก็ลองจัดโซน จำกัดพื้นที่และลูกค้า ทำให้เป็นแบบสากล ดูซิว่าคนดีๆ หรือเยาวชนจะกล้าเดินเข้าไปในสถานที่มีป้ายประจานเหล่านี้หรือไม่ สำหรับท่านที่คัดค้านเห็นว่าไม่เหมาะสมและขัดศีลธรรม “อันดี” ต่างๆ นั้น ก็ขอให้ดูธุรกิจสว่างหลายๆ อย่างที่ดำเนินการอยู่อย่างเปิดเผยในเวลานี้ก็มีรากฐานมาจากการพนัน หรือมีวิธีการที่ให้ลูกค้าหรือผู้ใช้บริการต้องตกอยู่ในวังวนของ “การเสี่ยงโชค” จนหลายคนต้อง “...หาย” ไปแล้วเช่นกัน
ท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เคยเล่าให้ฟังว่า ครั้งที่เรียนวิชาการเงินการธนาคารในมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด ในเรื่องการประกันภัย อาจารย์ผู้สอนก็บอกว่ามาจากการเล่นพนันกันของพวกพ่อค้าที่ส่งสินค้าไปขายทางทะเล ว่าจะมีโอกาสได้กลับมาหรือไม่ ตัวอย่างที่พวกเรารู้จักดีก็คือ ในละครเชกสเปียร์เรื่อง “เวนิสวานิช” ที่พระเอกต้องถูกเฉือนหัวใจเพราะไปแพ้พนันกับไชล็อค นายทุนหน้าเลือดชาวยิว เนื่องจากไปกู้เงินเพื่อประกันสินค้าที่ส่งไปขายทางเรือ
ส่วนที่เป็น “ตลาดเสี่ยงโชค” ขนาดใหญ่ที่สุดนั้นก็คือ “ตลาดทุน” ต่างๆ นั่นเอง โดยเฉพาะตลาดหลักทรัพย์ที่ประกาศตลอดเวลาว่า “การลงทุนมีความเสี่ยง” ก็แสดงว่ามีลักษณะการดำเนินการที่เป็นการพนันอยู่แล้ว เพียงแต่มันดูดี เพราะเป็นการเสี่ยงโชคที่มีกฎหมายรองรับ
“หวย บ่อน ซ่อง” อาจจะทำให้ดูดี “มีเกียรติ” ได้เหมือนการประกันภัยและตลาดทุน ด้วยการทำให้อยู่กรอบทางกฎหมายที่เหมาะสม และการควบคุมดูแลที่ใช้สติและปัญญาของผู้คนต่างๆ ในสังคมร่วมกัน โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่และผู้ที่มีอำนาจจะต้องไม่ “ปากว่าตาขยิบ”
อย่าลืมสุภาษิตที่ว่า “แข็งเท่าแข็ง เงินง้าง อ่อนได้ดังประสงค์”







