
ระบบตำรวจไม่มีทางปฏิรูปได้
ในฐานะที่เคยจุดประเด็นเรียกร้อง “ปฏิรูป” ก่อน “เลือกตั้ง” ถาวร เสนเนียม แกนนำ กปปส.
ในฐานะที่เคยจุดประเด็นเรียกร้อง “ปฏิรูป” ก่อน “เลือกตั้ง” ถาวร เสนเนียม แกนนำ กปปส. ถือโอกาสในช่วงใกล้ครบรอบขวบปีหลังรัฐประหาร 22 พ.ค. 2557 ตรวจการบ้าน และประเมินผลงานของแม่น้ำ 5 สาย ซึ่งมีหลายเรื่องที่คืบหน้า แต่อีกหลายเรื่องที่เป็นหัวใจสำคัญ ซึ่ง กปปส.เคยทำข้อเสนอถึง คสช.ในช่วงแรกๆ นั้น ยังไม่เห็นความชัดเจนเป็นรูปธรรม
เรื่องแรก การปราบปรามทุจริต ซึ่งยังไม่เห็นเป็นรูปธรรม ทั้งการนำร่องปราบปรามเรื่องทุจริตที่เกิดขึ้นแล้ว การกวาดล้างนักการเมืองชั่วให้หมด หรือการยกร่างกติกาป้องกันและปราบปรามการทุจริตขึ้นใหม่ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยประเด็นสำคัญ ได้แก่ 1.ประชาชนเป็นผู้เสียหายฟ้องร้องคดีเองได้ 2.คดีทุจริตไม่มีอายุความ 3.ต้องมีกรอบเวลาการทำงานตรวจสอบการทุจริตต้องมี ไม่ใช่ทำไปเรื่อยๆ จนขาดอายุความ เช่น กรณีที่ดินอัลไพน์ ส่วนเรื่องเชิงบวกคือ สถานศึกษา ทุกโรงเรียน ทุกมหาวิทยาลัย ต้องมีหลักสูตรว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต
เรื่องสำคัญคือ การปฏิรูปลดความเหลื่อมล้ำ ซึ่งรัฐบาลนี้จะออกกฎหมายเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พยายามคุยโม้โอ้อวดว่า ไม่ได้มาจากฐานการเมือง แต่เรื่องนี้ก็หยุดชะงักไปโดยไม่มีเงื่อนเวลาว่าจะหยิบยกขึ้นมาเมื่อไหร่ เรื่องนี้ต้องมีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนว่า จะเอาเงินที่ได้ไปช่วยเหลือคนจนอย่างไร เช่น เก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ไปตั้งธนาคารที่ดินเพื่อกระจายการถือครองอย่างไร โดยให้คนจนซึ่งไม่มีที่ดินทำกินเป็นเจ้าของที่ดิน
“แต่อย่าขูดรีดคนจนเหมือนอย่างที่ยกร่างกฎหมายเก็บภาษีบ้านราคาตั้งแต่ 1.5 ล้านบาท ซึ่งไม่ใช่ลดความเหลื่มล้ำต่ำสูง แต่เป็นการหาเงินเข้ารัฐในเชิงปริมาณมากกว่า ซึ่งผิดวัตถุประสงค์เก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เพราะเขาต้องการลดความรวยของคนบางกลุ่ม อีกทั้งจะต้องไม่ไปประกอบอาชีพแย่งอาชีพคนจน คุณสามารถออกกฎหมายมาจำกัดการรุกรานคนจนทุกมิติได้ ไม่ให้ครอบงำตลาดเอาเปรียบทางด้านการค้าที่อ้างว่าการค้าเสรี ตรงนี้รัฐบาลต้องเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญและออกกฎหมายลูกให้เร็วที่สุดกติกาบ้านเมืองต้องปกป้องคนจน คนด้อยโอกาส ผมยอมรับว่า ผู้มีอำนาจในบ้านเมืองนี้ ใกล้ชิดทุนแน่นอน แต่ต้องคิดถึงคนจนด้วย”
เรื่องถัดมา การกระจายอำนาจ เมื่อมีการรัฐประหารทุกครั้ง อำมาตยาธิปไตยก็กลับมาเป็นใหญ่ ยาหอมที่ใช้อย่างเรื่องเปลี่ยนประชาชนกลับมาเป็นพลเมือง ก็ยังไม่ชัด เพราะนำคนที่เป็นข้าราชการ หรืออยู่ในระบบราชการเดิมมาเป็นผู้รับผิดชอบในหลายเรื่อง เช่น เลือกตั้ง สว.ทางอ้อม ให้กลุ่มข้าราชการเป็นผู้คัดเลือกและโยนให้ประชาชนเลือกตั้ง ยังมองไม่เห็นว่า กลุ่มอาชีพชาวนา ชาวสวน กรรมกร หาบเร่เข้าไปมีส่วนร่วมในการเลือกตัวแทนของเขาอย่างไร
“ถ้าเมื่อไหร่ที่คนมีอำนาจในขณะนี้ยังคิดว่าประชาชนไม่พร้อมที่จะกระจายอำนาจ กลัวทะเลาะกันมากขึ้น ก็คิดผิด เพราะการทะเลาะเบาะแว้ง การก่อคดีความไม่สงบ เจ้าหน้าที่ของรัฐมีหน้าที่อยู่แล้ว แค่อย่าทำตัวเป็นรัฐตำรวจและตำรวจรับใช้ กปปส.ถูกยิงตายไป 24 คน จนถึงวันนี้ รัฐบาลนี้ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีเจ้าหน้าที่ปราบปราม ติดตามยังไม่เห็นทำอะไรให้เป็นรูปธรรม”
ถาวร ระบุว่า กระบวนการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ระบบตำรวจ ต้องกระจายอำนาจสู่ระบบภูมิภาคมากขึ้น คืนอำนาจบางอำนาจที่ไม่ใช่ของตำรวจที่แท้จริงให้กับหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง รวมทั้งกระจายอำนาจการจัดงบประมาณ การแต่งตั้งโยกย้าย ส่วนเรื่องการสอบสวนที่จะแยกออกไป ขอให้มีการศึกษาให้ละเอียดรอบคอบ ส่วนไหนที่เป็นเรื่องจะต้องมีผู้รับผิดชอบสอบสวน แยกต่างหากจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติออกไป ก็คิดให้ดีก่อนดำเนินการ
“ฟันธงเลยว่า ระบบตำรวจไม่มีทางปฏิรูปได้ เป็นแค่การลูบหน้าปะจมูก เพราะเป็นนักเรียนโรงเรียนเตรียมทหารมาด้วยกัน เกรงใจซึ่งกันและกัน พึ่งพากัน อุปถัมภ์กันไปอุปถัมภ์กันมา เพราะฉะนั้นถ้ายังคิดเรื่องความเป็นพวก เป็นระบบอุปถัมภ์ ก็จะปฏิรูปอะไรยาก นี่คือข้อบกพร่อง”
นอกจากนี้ ในกระบวนการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม จะต้องมีกรอบเวลา เพราะความล่าช้าในการอำนวยความยุติธรรม คือ การปฏิเสธความยุติธรรม ไม่ว่าคุณจะเป็นตำรวจ อัยการ ศาล จะต้องมีกรอบเวลาในการทำงาน คนชั่วที่ทำผิด บุคคลทั่วไปจะได้เห็นตัวอย่างว่า ทำผิดจะต้องถูกลงโทษ ผู้เสียหายต้องได้รับการเยียวยา กระบวนการจะต้องมีประสิทธิภาพ ซึ่งยึดหลักถูกต้องและรวดเร็ว ถ้าถูกต้องแต่ช้าก็ไม่มีประสิทธิภาพ
ถัดมาที่ประเด็นเรื่องการทำพรรคการเมืองให้เป็นของประชาชน ต้องทำให้ประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย มีส่วนในการเป็นเจ้าของพรรคการเมือง การจะส่งผู้สมัครจะต้องผ่านความเห็นชอบไพรมารีโหวต สมาชิกพรรคมีอำนาจในการกำหนดนโยบาย เลือกกรรมการบริหารพรรค และมีส่วนร่วมในการออกกฎหมายมากขึ้นในนามพรรคการเมือง
“คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ หรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง อย่าคับแคบเกินไป เมื่อนักการเมืองออกมาแสดงความคิดเห็น อย่าไปด่าไปเหน็บแนมเขามาก เขาอาจจะพูดด้วยความหวังดี หลายคนชอบเหน็บแนมว่า นักการเมืองชอบปกป้องสถานะของตัวเอง กลัวประชาชนเป็นใหญ่กว่า ซึ่งไม่จริง พวกคุณอย่าวางแผนสืบทอดอำนาจแล้วกัน เช่น คณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เขียนเอาไว้ได้ แต่ประชาชนควรจะมีสิทธิกำหนดตัวบุคคลที่จะมาทำหน้าที่ หากจะเขียนเพื่อที่จะสืบทอดอำนาจคงไม่ถูกต้องนัก”







