
วางแผนมาเมืองไทย
สงครามโลกยุติ ดูเหมือนว่าทุกอย่างกำลังจะไปได้ดี แต่สงครามกลางเมืองในจีน ระหว่างฝ่ายคอมมิวนิสต์กับฝ่ายรัฐบาล
โดย...
สงครามโลกยุติ ดูเหมือนว่าทุกอย่างกำลังจะไปได้ดี แต่สงครามกลางเมืองในจีน ระหว่างฝ่ายคอมมิวนิสต์กับฝ่ายรัฐบาลยังระอุอยู่ทำให้ลำบากยากเข็ญกันทั่วทุกหย่อมหญ้า
คาดเดายากว่าการสู้รบจะดำเนินไปอีกนานแค่ไหนและใครจะอยู่ใครจะไปกันแน่ สถานการณ์บ้านเมืองของประเทศที่ไม่น่าไว้ใจ ยิ่งผลักดันให้คนจีนทั้งหลายพากันเผ่นออกจากประเทศกันเป็นระลอกๆ เพราะไม่แน่ใจในชะตากรรมทางการเมือง
จากข้อมูลที่ผมไปหามาทำให้รู้ว่า การเดินทางไปเมืองไทยต้องไปลงเรือที่ท่าเรือเมืองซัวเถา โดยมีค่าใช้จ่ายเป็นค่าเรือเหมารวมในชั้นที่ถูกที่สุดราคา 2.2 แสน ฏวนกิม ซ้อทั้งสองเมื่อรู้ว่าผมเปลี่ยนใจอยากไปเมืองไทยต่างดีใจมาก จึงรีบจัดการหาเงินค่าเรือไปเมืองไทย ซ้อที่เป็นลูกสะใภ้ของลุงได้ญาติสนิทช่วยกันรวบรวมเงินจนได้ค่าเดินทางจนครบ แต่ของผมและซ้ออีกคนหนึ่งที่จะเดินทางไปด้วยกัน ต้องดิ้นรนหาเงิน โดยแม่ พี่ชาย และพี่สะใภ้ ต่างเห็นด้วยที่จะช่วยกันหาให้ครบ จนสุดท้ายต้องขายควายที่มีอยู่ตัวเดียว ในราคา 5 หมื่นกวนกิม ขายที่นาประมาณ 1 ไร่ครึ่ง ที่เพิ่งซื้อคืนมาได้จากการทำงานอย่างหนักหลายปีของพี่ชาย พี่สะใภ้ และผม ขายได้เงินประมาณ 2.2 แสนกวนกิม และจากการขายไม้ ขายฟืน ขายฟางเล็กๆ น้อยๆ เก็บสะสมได้ 2 หมื่นกวนกิม รวมแล้วมีเพียง 2.9 แสนกวนกิม ยังขาดอีก 1.5 แสนกวนกิม ที่ต้องหาแหล่งเงินกู้ ซึ่งมีคนให้กู้ได้เพียง 2 ราย รายหนึ่ง 7 หมื่นกวนกิม และอีกรายหนึ่ง 8 หมื่นกวนกิม รวมแล้วจะได้ 4.4 แสนกวนกิม ตามต้องการ โดยทุกคนหวังว่าเมื่อทั้งคู่ได้ไปเมืองไทยแล้วจะรีบส่งเงินให้ทางบ้าน เพื่อชดใช้หนี้สินคืนโดยเร็ว
ขณะรวบรวมเงินให้ได้ครบ มีญาติแจ้งว่า ต้องนำเงินไปมัดจำค่าเดินทางไว้ก่อน เราจึงต้องจ่ายค่ามัดจำไปบางส่วน ซึ่งผมมาทราบภายหลังว่าสามารถไปซื้อตั๋วที่ซัวเถาแล้วขึ้นเรือเลยโดยไม่ต้องจ่ายมัดจำก็ได้ การหาเงินโดยขายที่ ขายควายและทรัพย์สินอื่นๆ ได้เพียง 2.9 แสนกวนกิม จ่ายมัดจำไปแสนกว่าจะเหลือประมาณ 1.6 แสนกวนกิม ซึ่งหลังจากนี้คือการกู้เงิน ซึ่งการไปขอกู้จากแหล่งเงินกู้รายแรกค่อนข้างยาก แต่ยังนับว่าง่ายกว่าการกู้เงินจากแหล่งเงินกู้รายที่ 2 กว่าจะกู้เงิน 7 หมื่นกวนกิม จากรายแรกได้ต้องใช้ความพยายามอย่างมากจนเกือบจะไม่ได้เงินจำนวนดังกล่าว ซึ่งรวมแล้ว มีเงินสดอยู่ราว 2.3 แสนกวนกิม
สำหรับแหล่งเงินกู้รายที่ 2 อย่างที่บอกว่าไม่ง่ายเหมือนรายแรก ผมคิดว่าหากกู้เงินจากแหล่งเงินกู้รายที่ 2 ไม่ได้ คงเดินทางไปเมืองไทยได้เพียงคนเดียวเท่านั้น ถ้าให้ซ้อไปก็คงสู้ผมไปไม่ได้ เพราะด้วยร่างกายที่แข็งแรงกำยำของผม โอกาสที่จะได้งานทำเมื่อไปถึงเมืองไทยมีมากกว่า ผมจะหาเงินได้เลยเพื่อส่งมาใช้หนี้สินและที่ดินให้เร็วที่สุด อีกทั้งก็จะมีเงินที่ผมส่งมาจากเมืองไทยมาสมทบให้ซ้อเดินทางตามไปภายหลังได้
แต่ถ้าถามแม่ พี่ชาย และซ้อ คงให้คอยไปพร้อมกัน หรือไม่ก็ให้ซ้อไปก่อนเพราะสามีเธออยู่เมืองไทย และอีกข้อสำคัญมากคือ เงินที่ญาตินำไปมัดจำ ก็ไม่รู้ว่ามัดจำจริงหรือไม่ เพราะผมเห็นเขาใส่เสื้อผ้าใหม่ แถมยังเลี่ยมฟันทอง และยังประดับหยกรูปท้อสีเขียวที่ฟันอีกด้วย
ผมเริ่มกังวลว่าอาจจะไม่ได้ไปเมืองไทย คิดไปคิดมา ผมจะต้องรีบเดินทางออกจากประเทศจีนให้เร็วที่สุด เงินที่มีอยู่เป็นส่วนที่ครอบครัวจะมอบให้ผมเพื่อเดินทางไปประเทศไทย ผมขอออกเดินทางไปก่อน ถ้าเป็นไปได้วันพรุ่งนี้ผมจะรีบไปทันที ต้องชิงตัดหน้าซ้อ ผมเป็นคนหนึ่งที่รู้ว่ามีเงินเท่าไหร่ เก็บไว้ที่ไหน และกุญแจอยู่ตรงไหน
บ่ายๆ วันนั้น ผมรีบไปไขกุญแจเปิดกำปั่น แล้วนำเงินทั้งหมด จำนวน 2.30 แสนกวนกิม ใส่ในถุงผ้าเก่าๆ แล้วม้วนถุงผ้าให้เรียบร้อย หาที่ซุกเก็บไว้ เตรียมพร้อมสำหรับพรุ่งนี้เช้าตรู่
ผมนอนกระสับกระส่ายทั้งคืน พอเช้ามืด ผมนำถุงผ้าที่ม้วนห่อเงินมากระชับเป็นเข็มขัดรัดเอวแน่น แล้วรีบสาวเท้าออกจากบ้านทันที
แต่พอพ้นบ้านไปแล้ว ผมอดไม่ได้ที่จะเหลียวหลังหันไปมอง ภาพนั้นคือภาพบ้านครั้งสุดท้ายในสายตา ไม่รู้ว่าอีกเมื่อไหร่จะได้กลับมา ผมพึมพำกับตัวเอง
“ลาก่อนแม่ ลาก่อนบ้านที่รัก”
แม้บ้านที่ผมอยู่จะเป็นเหมือนเพิงพัก ไม่ได้สวยงามสะดวกสบาย แต่สำหรับผมแล้ว อย่างไรก็เป็นบ้านที่คุ้มหัวนอนให้กับผมและครอบครัวมาตลอด เป็นที่พักพิง ที่ให้ความรักอบอุ่นอย่างที่สุด ไม่มีที่ไหนจะเทียบเท่า
(อ่านต่อฉบับวันเสาร์หน้า)







