posttoday
มอเตอร์เวย์ติดหล่ม ที่ดินมักกะสันวิ่งฉิว

มอเตอร์เวย์ติดหล่ม ที่ดินมักกะสันวิ่งฉิว

09 พฤษภาคม 2558

ถือเป็นปัญหา 2 เรื่องเดียวกัน เมื่อ “ผู้ดำเนินโครงการ” กับ “ผู้จัดหาเงิน” เดินกันคนละทาง

โดย...ทีมข่าวเศรษฐกิจภาครัฐโพสต์ทูเดย์

ถือเป็นปัญหา 2 เรื่องเดียวกัน เมื่อ “ผู้ดำเนินโครงการ” กับ “ผู้จัดหาเงิน” เดินกันคนละทาง ผลที่ตามมาคือต้องหาทางลงให้เจอ

เรื่องแรก ถือเป็นปัญหาใหญ่ที่อาจกระทบต่อแผนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ คือแผนการลงทุนมอเตอร์เวย์ 3 สาย วงเงินลงทุนรวม 1.54 แสนล้านบาท ได้แก่

1.มอเตอร์เวย์สายบางปะอิน-สระบุรี-นครราชสีมา ระยะทาง 196 กม. วงเงิน 8.46 หมื่นล้านบาท

2.มอเตอร์เวย์สายบางใหญ่-บ้านโป่ง-กาญจนบุรี ระยะทาง 96 กม. วงเงิน 5.56 หมื่นล้านบาท

3.มอเตอร์เวย์สายพัทยา-มาบตาพุด ระยะทาง 32 กม. วงเงิน 1.4 หมื่นล้านบาท

มอเตอร์เวย์ติดหล่ม ที่ดินมักกะสันวิ่งฉิว พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง

 

 

แผนลงทุนมอเตอร์เวย์ทั้ง 3 สาย ตอนนี้กลับต้องชะงักงัน เพราะแผนการจัดหาเงินกู้มาลงทุนที่ดำเนินการโดยกระทรวงการคลังติดขัด เดินหน้าตามแผนไม่ได้

พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รมว.คมนาคม เปิดเผยว่า ขณะนี้โครงการก่อสร้างทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) 3 เส้นทาง ยังไม่สามารถเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้พิจารณาได้ เนื่องจาก ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี อยู่ระหว่างการตรวจสอบรายละเอียด หลังจากกระทรวงการคลังไม่สามารถจัดหาแหล่งเงินกู้มาลงทุนได้ จึงขอให้นัดหารือร่วมกับ อาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมช.คมนาคม และ ชูศักดิ์ เกวี อธิบดีกรมทางหลวง ภายในสัปดาห์หน้า

พล.อ.อ.ประจิน ชี้แจงว่า มอเตอร์เวย์สายบางปะอิน-สระบุรี-นครราชสีมา และมอเตอร์เวย์สายบางใหญ่-บ้านโป่ง-กาญจนบุรีนั้น เดิมทีกระทรวงการคลังรับปากว่าจะไปจัดหาแหล่งเงินกู้มาให้ได้ แต่ขณะนี้มีปัญหาว่าไม่มีแหล่งเงินกู้มาลงทุน ดังนั้น ม.ร.ว.ปรีดิยาธรจึงขอหารือกับกระทรวงคมนาคมอีกครั้งก่อน

ส่วนสายพัทยา-มาบตาพุด จะใช้เงินจากกองทุนมอเตอร์เวย์ที่ได้จากการเก็บค่าผ่านทางนั้น ไม่มีปัญหาในการดำเนินงาน แต่เนื่องจากต้องเสนอขออนุมัติจากคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (ซูเปอร์บอร์ด) พร้อมกันทั้ง 3 โครงการ ทำให้ยังไม่สามารถดำเนินการได้ ขณะนี้จึงอยู่ระหว่างพิจารณาอาจแยกการลงทุนเป็นรายโครงการออกมาเพื่อเสนอ ครม. เพื่อให้สามารถเดินหน้าลงทุนในโครงการที่มีความพร้อมได้ก่อน

มอเตอร์เวย์สายบางปะอิน-นครราชสีมา วงเงิน 8.46 หมื่นล้านบาท และมอเตอร์เวย์สายบางใหญ่-บ้านโป่ง-กาญจนบุรี วงเงิน 5.56 หมื่นล้านบาทนั้น กรมทางหลวงมีความพร้อมในการก่อสร้าง มีการสำรวจออกแบบไว้แล้ว

มอเตอร์เวย์ติดหล่ม ที่ดินมักกะสันวิ่งฉิว ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล

 

 

ตามแผนที่มีการหารือและตกลงกัน กรมทางหลวงได้นำเสนอแหล่งเงินลงทุนโครงการใน 7 รูปแบบ  ได้แก่ 1.ใช้งบประมาณ 2.ใช้เงินกู้ในประเทศ 3.ใช้เงินกู้ต่างประเทศ 4.จัดตั้งกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน  5.ใช้เงินกองทุนค่าผ่านทางมอเตอร์เวย์ 6.ร่วมระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) 7.เปิดให้เอกชนลงทุนก่อสร้างก่อนและภาครัฐใช้คืนภายหลัง (Project Finance)

หลังการหารือกันเกือบ 8 เดือน เห็นพ้องต้องกันว่ารูปแบบที่มีความเหมาะสมและเป็นไปได้มากที่สุด คือ 1. กู้เงินในประเทศ แต่กระทรวงการคลังขอสงวนสิทธิ์ในการพิจารณาตั้งเรื่องกู้เงิน เพราะต้องดูเรื่องเพดานหนี้สาธารณะในแต่ละปีงบประมาณด้วย และหากมีการกู้เงินจากต่างประเทศอาจมีปัญหาในเรื่องเงื่อนไขของแหล่งเงินกู้ที่จะให้เปิดกว้างในการประมูล ในขณะที่งานก่อสร้างในลักษณะนี้ ถือเป็นงานปกติที่ผู้รับเหมาไทยสามารถดำเนินการได้ และภาครัฐควรให้การสนับสนุนผู้ประกอบการไทย

2.เปิดให้เอกชนมาลงทุนแล้วรัฐใช้คืนภายหลัง หรือ Project Finance ที่เอกชนเข้ามาลงทุนให้ก่อน

ประโคมโหมกันมาระยะหนึ่ง จนราคาที่ดินตลอดแนวทางมอเตอร์เวย์ โดยเฉพาะจุดขึ้นลงขยับขึ้นพรวดๆ แต่ในที่สุดกลับติดขัดเรื่องแหล่งเงินกู้ งานนี้จึงถกกันยาว

เรื่องที่สอง เป็นข้อขัดแย้งเรื่องการตีราคาที่ดินบริเวณมักกะสัน 497 ไร่ ที่การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ยอมยกให้กระทรวงการคลังเช่าที่ดินยาว 99 ปี แลกกับการลดภาระหนี้ที่มีอยู่ 1.1 แสนล้านบาท ในจำนวนนั้นเป็นหนี้ที่กระทรวงการคลังต้องรับผิดชอบประมาณ 5.7-8 หมื่นล้านบาท

ปัญหาเกิดขึ้นใน 2 ประเด็น 1.ยอดหนี้ที่กระทรวงการคลังต้องรับภาระจริงจะเป็นเท่าไหร่ กระทรวงการคลังคำนวณแล้วเป็นผลขาดทุนจากการดำเนินนโยบายของรัฐบาลแค่ 5.7 หมื่นล้านบาท อีก 3 หมื่นล้านบาท เป็นผลการขาดทุนจากการดำเนินธุรกิจของ รฟท. แต่ รฟท.ยืนยันตัวเลข 8 หมื่นล้านบาท

ประเด็นที่ 2 คือ ทางกระทรวงการคลังตั้งธงชัดว่า หากมูลค่าของที่ดินมักกะสัน 497 ไร่ ตีราคาในส่วนของการพัฒนาเพื่อการพาณิชย์แล้วไม่พอต่อการลดหนี้ รฟท.ก็จะต้องนำที่ดินแปลงอื่นๆ มามอบให้กระทรวงการคลังด้วย เช่น ที่ดินริมแม่น้ำเจ้าพระยา ที่ดินย่านท่าเรือคลองเตย

เรียกว่าขีดเส้นไว้ชัดเจนว่า การพัฒนาพื้นที่ที่ดินของ รฟท. 497 ไร่ ที่ตกลงกันว่าจะแบ่งเป็น 3 ส่วน คือ 1.พื้นที่พิพิธภัณฑ์การขนส่งทางราง ใช้พื้นที่ 30 ไร่ 2.พื้นที่สวนสาธารณะและพื้นที่สีเขียวเพื่อเป็นปอดของคนกรุงเทพฯ 150 ไร่ 3.พัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์ 317 ไร่ จะแบ่งเป็น 2 ระยะ คือ ระยะแรกที่จะพัฒนา 140 ไร่ และระยะที่ 2 จะดำเนินการในช่วง 2–3 ปี อีกประมาณ 177 ไร่ ทางกระทรวงการคลังจะตีราคาเฉพาะ 317 ไร่เท่านั้น

ในการประชุมซูเปอร์บอร์ด ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน วันที่ 6 พ.ค.ที่ผ่านมา ทางกระทรวงคมนาคมจึงหยิบยกเรื่องนี้มาหารือ ก่อนที่นายกฯ ใช้อำนาจสั่งการให้กระทรวงการคลัง โดยกรมธนารักษ์ต้องประเมินราคาที่ดินทั้งแปลง 497 ไร่ แม้จะไม่ได้นำที่ดินทั้งหมดมาใช้ในเชิงพาณิชย์ แต่ให้ถือว่าเป็นค่าเสียโอกาสให้กับ รฟท.

“เดิมกระทรวงการคลังขอคิดราคาเฉพาะพื้นที่เชิงพาณิชย์ แต่นายกรัฐมนตรีเคลียร์ให้แล้วว่า ให้คำนวณการใช้ประโยชน์ในที่ดินทั้งแปลง และทั้งโครงการจะต้องมีส่วนที่เป็นพิพิธภัณฑ์ พื้นที่สีเขียวที่เป็นบึงและสวนสาธารณะ และพื้นที่เชิงพาณิชย์ จะต้องไม่ตัดส่วนใดส่วนหนึ่งออกไป” พล.อ.อ.ประจิน กล่าว

การลงทุนหลังจากนี้ท้าวมาลีวราชคงทำงานหนักขึ้น

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท