
โกงจำนำข้าว
คดีทุจริตจำนำข้าวปิดฉากไปอีกคดี เมื่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ลงมติถอดถอน “บุญทรง เตริยาภิรมย์”
คดีทุจริตจำนำข้าวปิดฉากไปอีกคดี เมื่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ลงมติถอดถอน “บุญทรง เตริยาภิรมย์” อดีต รมว.พาณิชย์ “ภูมิ สาระผล” อดีต รมช.พาณิชย์ และ “มนัส สร้อยพลอย” ออกจากตำแหน่ง กรณีการทุจริตการขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) ฐานร่วมกันกระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญา พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานรัฐ (พ.ร.บ.ฮั้วประมูล) และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต
“บุญทรง” เสียงถอดถอน 180 ต่อ 6 คะแนน ไม่ออกเสียง 4 คะแนน “ภูมิ” เสียงถอดถอนสูงถึง 182 ต่อ 5 ไม่ออกเสียง 2 และบัตรเสีย 1 ขณะที่ “มนัส” ให้ถอดถอน 158 ต่อ 25 ไม่ออกเสียง 1 และบัตรเสีย 1 ส่งผลให้ผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 3 คน ถูกเพิกถอนสิทธิทางการเมือง 5 ปี
หากพิจารณาตามร่างรัฐธรรมนูญในมาตรา 111 ซึ่งบัญญัติเกี่ยวกับคุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม ระบุห้ามไม่ให้ผู้ที่เคยถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งหรือถูกตัดสิทธิในการดำรงตำแหน่งทางการเมือง ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็น สส. ดังนั้นหากร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ประกาศใช้ย่อมทำให้ “บุญทรง-ภูมิ-มนัส” ถูกตัดสิทธิทางการเมืองตลอดชีวิต
“สมชาย แสวงการ” เลขานุการคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญประจำ สนช. วิเคราะห์การลงมติครั้งนี้ว่า สมาชิกพิจารณาจากสำนวนคดีที่ยื่นโดยคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ซึ่งมีความชัดเจนว่ามีการทุจริตในการขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ
ส่วน “มนัส” ที่ถูกคาดการณ์ก่อนลงคะแนนว่าจะไม่ถูกถอดถอนเพราะเป็นข้าราชการ แต่ สนช.กลับเห็นชอบให้ถอดถอน เพราะเห็นว่า “มนัส” ไม่ยอมเข้าตอบข้อซักถามในสัปดาห์ที่ผ่านมา อีกทั้งเห็นว่า “มนัส” ยอมที่จะดำเนินการตามคำสั่งของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในขณะนั้น ซึ่งสามารถหลีกเลี่ยงได้
“สนช.ส่วนใหญ่ที่เป็นข้าราชการและอดีตข้าราชการอาวุโส เห็นว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำผิดชัดเจน” สมชาย ระบุ
วิบากกรรมในคดีทุจริตระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐยังไม่จบเพียงเท่านั้น ทั้ง 3 คนยังต้องรับมือกับคดีอาญาในชั้นศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ที่มีอัยการสูงสุด เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง “บุญทรง-ภูมิ-มนัส” พร้อมพวกรวม 21 ราย ซึ่งศาลฎีกาฯ ได้ประทับรับคำฟ้องแล้ว และนัดพิจารณาคดีครั้งแรก ในวันที่ 29 มิ.ย.นี้ ซึ่งผู้ถูกกล่าวหาแทบไม่มีเวลาพักยกต้องขึ้นชกในศึกต่อไป
แถมยังเป็นศึกหนัก เพราะโทษของจำเลยทั้ง 21 ราย ในความผิดตาม พ.ร.บ.ฮั้วประมูล, ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 151 และ 157 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 นั้นมีโทษสูงสุดจำคุกตลอดชีวิต
ยิ่งกว่านั้น อัยการสูงสุดยังขอให้สั่งปรับจำเลยทั้งหมด 3.5 หมื่นล้านบาทเศษ ซึ่งเป็นมูลค่าครึ่งหนึ่งตามสัญญาระบายข้าว 4 ฉบับ จาก 8 ฉบับที่กระทำผิด
นอกจากนี้ ครม.มีมติเห็นชอบให้กระทรวงพาณิชย์เป็นโจทก์เรียกค่าเสียหายจากการขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ เบื้องต้นมีการตั้งคณะกรรมการชุดหนึ่ง ประกอบด้วย อธิบดีกรมบัญชีกลาง ผู้แทนกระทรวงพาณิชย์ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ฯลฯ เพื่อพิจารณาค่าเสียหายก่อนฟ้องแพ่งต่อไป
กระบวนการเอาผิดโครงการรับจำนำข้าวเริ่มต้นขยับเป็นลำดับหลังจากเมื่อวันที่ 23 ม.ค. “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี ถูก สนช.พิจารณาถอดถอนในคดีทุจริตโครงการรับจำนำข้าว ฐานไม่ระงับยับยั้งความเสียหายของโครงการด้วยมติท่วมท้น 190 ต่อ 18 คะแนน งดออกเสียง 8 และบัตรเสีย 3
กระทั่งวันที่ 19 มี.ค. คณะผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำสั่งรับฟ้องคดี “ยิ่งลักษณ์” ละเลยไม่ดำเนินการยับยั้งโครงการรับจำนำข้าว ทำให้รัฐเสียหายกว่า 6 แสนล้านบาท โดยศาลฎีกาฯ นัดพิจารณาครั้งแรก วันที่ 19 พ.ค.นี้
ในขณะที่ ครม.มีมติมอบให้กระทรวงการคลังเป็นโจทก์ฟ้องคดีแพ่งกับ “ยิ่งลักษณ์” อีก ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณากำหนดค่าเสียหาย เช่นเดียวกับคดี “บุญทรง” และพวก
ค่าเสียหายเบื้องต้นในโครงการรับจำนำข้าว ป.ป.ช. ได้ส่งหนังสือถึงกระทรวงการคลังและกระทรวงพาณิชย์ เพื่อพิจารณาเรียกค่าเสียหายไม่ต่ำกว่า 6 แสนล้านบาท
นับจากนี้ การดำเนินการไล่เอาผิดผู้เกี่ยวข้องกับโครงการรับจำนำข้าวจะค่อยๆ ชัดขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะคดีอาญาที่เข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาลฎีกาฯ เพราะเมื่อดูองค์คณะผู้พิพากษา 9 คนแล้ว ทั้ง “ยิ่งลักษณ์-บุญทรง” หนาวแน่
นี่ยังไม่นับรวมคดีแพ่งที่จะมีการฟ้องเรียกค่าเสียหายอีกกว่า 6 แสนล้านบาท
งานนี้ต้องจับตา ไม่หนี ก็ต้องสิ้นอิสรภาพ แถมอาจโดนยึดทรัพย์อีกด้วย







