
ดันส่งออกทั้งระบบ
เมื่อมีแรงส่งจากค่าเงินบาทที่อ่อนตัวลงใกล้เคียงกับค่าเงินในภูมิภาค เป็นปัจจัยดันให้การส่งออกไทยเริ่มมีแนวโน้มดีขึ้นแล้ว จากนี้ไปก็ถึงขั้นตอนที่ทั้งองคาพยพของรัฐบาลและเอกชนอื่นจะต้องใช้แรงส่งทางเศรษฐกิจดังกล่าวมาทำให้การส่งออกไทยเพิ่มมากขึ้น แม้เศรษฐกิจโลกโดยรวมจะชะลอตัวเหมือนที่หลายประเทศสามารถทำส่งออกให้โตได้
เมื่อมีแรงส่งจากค่าเงินบาทที่อ่อนตัวลงใกล้เคียงกับค่าเงินในภูมิภาค เป็นปัจจัยดันให้การส่งออกไทยเริ่มมีแนวโน้มดีขึ้นแล้ว จากนี้ไปก็ถึงขั้นตอนที่ทั้งองคาพยพของรัฐบาลและเอกชนอื่นจะต้องใช้แรงส่งทางเศรษฐกิจดังกล่าวมาทำให้การส่งออกไทยเพิ่มมากขึ้น แม้เศรษฐกิจโลกโดยรวมจะชะลอตัวเหมือนที่หลายประเทศสามารถทำส่งออกให้โตได้
จากค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มอ่อนตัวลง เมื่อเทียบกับค่าเงินเหรียญสหรัฐ หลังธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ออกมาตรการผ่อนคลายเงินทุนเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศ และภายในปีนี้ได้ลดดอกเบี้ยนโยบายลงไปแล้ว 2 ครั้ง ครั้งละ 0.25% ทำให้ดอกเบี้ยนโยบายล่าสุดลดลงเหลือ 1.5%
ผลดังกล่าวทำให้ค่าเงินบาทอ่อนตัวลงเมื่อเทียบกับเหรียญสหรัฐ และอ่อนตัวลงบ้างเมื่อเทียบกับค่าเงินของประเทศอื่นในภูมิภาค ทั้งที่เป็นคู่แข่งทางตรงหรือทางอ้อมในการส่งออกสินค้ากับไทย โดยวันที่ 6 พ.ค.ที่ผ่านมา เงินบาทอยู่ที่ 33.32 บาท/เหรียญสหรัฐ อ่อนค่ามากที่สุดในรอบ 5 ปี
ขณะที่ภาคเอกชนอย่างสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ก็ยอมรับว่าค่าเงินบาทเทียบเหรียญสหรัฐอยู่ในระดับที่เหมาะสม แม้ค่าเงินบาทจะยังแข็งที่สุดในอาเซียน แต่เอกชนก็ยอมรับได้ หากค่าเงินบาทจะอ่อนค่าต่างจากค่าเงินประเทศเพื่อนบ้านในกรอบ 3-5% เพราะเป็นอัตราที่ผู้ส่งออกสามารถแข่งขันได้
นอกจากนี้ ล่าสุด ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี ส่งสัญญาณว่า มาตรการผ่อนคลายเงินทุนเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศของ ธปท.จะทำให้ค่าเงินบาทอ่อนลงได้อีก รัฐบาลหวังพึ่งเรื่องอัตราแลกเปลี่ยน ช่วยทำให้เศรษฐกิจของไทยดีขึ้น มากกว่าพึ่งอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ลดลง ซึ่งเมื่อมีการเซ็นอนุมัติมาตรการที่แบงก์ชาติออกมาทั้งหมด เชื่อว่าค่าเงินบาทจะอ่อนค่าลงได้มากกว่าปัจจุบัน
ดังนั้น เมื่อแรงส่งจากค่าเงินบาทเทียบเหรียญสหรัฐดันมาแรงและยังจะมีแรงส่งต่อเนื่อง ก็เหลือเพียงภาคส่วนอื่นของรัฐที่ทำให้การส่งออกกลับมาเป็นความหวังฟื้นเศรษฐกิจ เพราะส่งออกเป็นสัดส่วนมากถึงกว่า 60% ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย หากรัฐบาลทำให้ส่งออกทำงานอย่างบูรณาการตามที่วางแผนไว้ได้ ไม่ใช่วางแผนโดยไร้ประสิทธิภาพในการปฏิบัติ
อย่างกรณีจัดตั้งคณะกรรมการพัฒนาการส่งออก ที่มีนายกรัฐมนตรีนั่งเป็นประธาน ซึ่งยังไม่ได้ตั้ง จึงทำให้การบูรณาการส่งออก ทุกกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่กระทรวงเกี่ยวกับการผลิต เช่น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงอุตสาหกรรม เกี่ยวกับการค้า เช่น กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการต่างประเทศ ทำงานช้ากว่าปัญหา เมื่อโดนกีดกันการค้า แต่ละกระทรวงต้องเสียเวลาประสานงานกันยาวนานมากกว่าจะแก้ปัญหาได้
เมื่อรัฐบาลทราบว่าปัญหาส่งออกครั้งนี้ไม่ปกติเพราะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ดังนั้นวิธีแก้ปัญหาจึงต้องใช้วิธีไม่ปกติ ต้องบูรณาการเร่งด่วนแก้ทุกปัญหา เพื่อไม่ให้แรงส่งจากค่าเงินบาทอ่อนครั้งนี้เสียของ







