
ค้ามนุษย์...มะเร็งร้ายที่ต้องรีบขจัด
เมื่อนึกถึงเหตุการณ์หนึ่งอันเป็นพฤติกรรมอันโฉดชั่วที่อุบัติขึ้นในสังคมปัจจุบัน ซึ่งเป็นผลิตผลทางลบของสังคมมนุษย์ยุคใหม่ นั่นคือ “การค้ามนุษย์” ทั้งนี้ไม่ว่าจะเป็นข่าว “รวบพ่อค้าเนื้อสดคาโรงแรมเชียงใหม่” “แม่โร่ร้องลูกสาววัย 4 ขวบหายตัวลึกลับ” “3 ชายโฉดรุมโทรมสาว 14 ติดเชื้อเอดส์” “ปวีณาพร้อม 191 จับแก๊งกะเทยค้าเด็ก”
เมื่อนึกถึงเหตุการณ์หนึ่งอันเป็นพฤติกรรมอันโฉดชั่วที่อุบัติขึ้นในสังคมปัจจุบัน ซึ่งเป็นผลิตผลทางลบของสังคมมนุษย์ยุคใหม่ นั่นคือ “การค้ามนุษย์” ทั้งนี้ไม่ว่าจะเป็นข่าว “รวบพ่อค้าเนื้อสดคาโรงแรมเชียงใหม่” “แม่โร่ร้องลูกสาววัย 4 ขวบหายตัวลึกลับ” “3 ชายโฉดรุมโทรมสาว 14 ติดเชื้อเอดส์” “ปวีณาพร้อม 191 จับแก๊งกะเทยค้าเด็ก”
ตลอดจนเรื่องของแรงงานทาสชาวพม่าเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก ล้วนเป็นเรื่องสะเทือนใจผู้คนและสะท้อนภาพสังคมในทางเลวร้ายอย่างน่าสะพรึงกลัว เสมือนมะเร็งร้ายที่ทางการต้องรีบขจัดให้สิ้นซากไปจากแผ่นดินไทยโดยเร็วไวที่สุด!
โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลพวงของพฤติกรรมค้ามนุษย์ดังกล่าวนี้ ได้ระบาดไปถึงการทำประมงของไทยจนเกิดปัญหาแรงงานผิดกฎหมายในธุรกิจการประมง ทำให้นานาอารยประเทศจับตาจ้องเขม็งดูไทยอยู่อย่างไม่กะพริบ
นั่นคือไทยถูกเฝ้ามองจากสหประชาชาติในทำนองว่ามีการทำประมงที่ผิดกฎหมาย ขาดการรายงานที่ชัดเจนและไร้การควบคุม (ไอยูยู) เพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและสิ่งแวดล้อมอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะมาตรการระงับการค้าที่มีลักษณะไม่เป็นธรรมจากแหล่งผลิตที่ผิดกฎหมาย ซึ่งมีผลบังคับใช้กับสินค้าทางทะเลที่วางจำหน่ายในอียูทั้งหมด
จะเห็นได้ว่าอียูให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากเป็นพิเศษ โดยได้แสดงความเห็นว่าไทยควรพัฒนาระบบควบคุมการประมงแบบ “ไอยูยู” ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ทั้งในด้านกฎหมายและการดำเนินมาตรการบังคับใช้ให้เกิดประสิทธิผลยิ่งขึ้น
แต่จนบัดนี้ก็ยังไม่ปรากฏผลชัดเจนเป็นรูปธรรมเท่าที่ควร ถือว่าเป็นความพยายามเพื่อให้ไทยได้รับการปรับอันดับให้ดีขึ้น ในรายงานสถานการณ์การค้ามนุษย์ของกระทรวงต่างประเทศสหรัฐ หรือ “ทิปรีพอร์ต” เพื่อทำให้ไทยไม่ต้องถูก “ใบเหลือง” หรือ “ใบแดง” ในการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์และแรงงานทาสที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม กระทั่งประเทศไทยได้ถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่ได้รับ “ใบเหลือง” จาก “ไอยูยู” ตามข่าวที่ปรากฏในเรื่องเมื่อเร็วๆ นี้ นั่นหมายถึง...สินค้าประมงไทยจะถูกห้ามขายในอียูอย่างน่าเป็นห่วง!
ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นเรื่อง “ซีเรียส” สำหรับผู้มีหน้าที่เกี่ยวกับการปราบปรามการค้ามนุษย์ที่มีผลกระทบต่อประมงไทยและเศรษฐกิจของชาติมหาศาลทั้งทางตรงและทางอ้อม
แต่ทว่านับเป็นนิมิตดีที่ “บิ๊กตู่” ผู้นำรัฐบาลได้เห็นความเลวร้ายของการค้ามนุษย์และให้ความสำคัญถึงกับประกาศเป็นวาระแห่งชาติ พร้อมกับได้มอบหมายให้ “ดอน ปรมัตถ์วินัย รมช.ต่างประเทศ” ดำเนินการชี้แจงผลการดำเนินงานเรื่องค้ามนุษย์ของไทยต่อต่างประเทศอย่างเป็นระบบ ก่อนที่ไทยจะถูกมองในแง่ลบมากกว่านี้ เพราะ...โดยเนื้อแท้ ปัญหาค้ามนุษย์ก็คือ...การค้าทาส นั่นเอง
ประเทศไทยมีปัญหาการค้ามนุษย์มาช้านานในรูปของการตกเขียว การบังคับค้าประเวณี หรือบังคับให้ขอทาน อีกทั้งผู้หญิงและเด็กตกเป็น “เหยื่อ” ของขบวนการค้ามนุษย์ ทั้งที่มาจากประเทศเพื่อนบ้านและถูกส่งไปต่างประเทศเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะในปัจจุบันการค้ามนุษย์ได้ขยายรูปแบบซับซ้อนมากขึ้น รวมถึงการถ่ายรูปอนาจารหรือหลอกลวงไปแต่งงานกับชาวต่างชาติ แต่เมื่อหลงเชื่อเดินทางไปถึงปลายทางก็ถูกบังคับให้ขายตัวหรือใช้แรงงานเยี่ยงทาส กระทั่งเกิดปัญหารุนแรงถึงขั้นเป็นองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติไปแล้ว ดังที่ทราบกันทั่ว
ในสังคมปัจจุบัน ไม่เพียงเด็กและผู้หญิงเท่านั้นที่ตกเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์ ทว่าได้ขยายวงออกไปถึงบุคคลผู้ไม่จำกัดเพศและอายุ ไม่ยกเว้นกระทั่งเพศชายเสียแล้ว น่ากลัวไหม?
เพื่อให้เกิดประสิทธิผลในการปราบปราม ประเทศไทยได้แก้ไขยกเลิก พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าหญิงและเด็ก พ.ศ. 2540 มาเป็น พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 พร้อมกับการลงนามในอนุสัญญาสหประชาชาติเพื่อการต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ ที่ตั้งขึ้นในลักษณะองค์กรของ UN และได้ลงนามในพิธีสารเพื่อป้องและปราบปรามการค้ามนุษย์ พร้อมกับกำหนดการค้ามนุษย์เป็นความผิดทางอาญาและกำหนดมาตรการเพื่อคุ้มครองและช่วยเหลือผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ด้วย
ความพยายามดังกล่าวนับเป็นกลไกหนึ่งที่จะนำไปสู่เป้าหมายที่ต้องการ (จัดระเบียบ) ของสังคมที่มีสันติสุข และความเป็นธรรมในสังคม กฎหมายใดไม่เอื้ออำนวยต่อการแก้ปัญหา หรือไม่สอดคล้องกับสภาวะความเป็นจริงของสังคมแล้วไซร้ รัฐบาลซึ่งมีหน้าที่อำนวยความอยู่ดีกินดีแก่ประชาชน ย่อมต้องดำเนินการแก้ไขให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของสังคมอย่างไม่รอช้า
ด้วยบทบาทในการสร้างความสมดุลหรือการจัดระดับชั้นระหว่างผลประโยชน์ของเอกชนกับสังคมอย่างมีประสิทธิภาพ
ดังนั้น การใช้มาตรการและกลไกที่รัฐมีอยู่ขจัดมะเร็งร้าย (การค้ามนุษย์) ให้สิ้นซากออกไปจากแผ่นดินไทยอย่างเฉียบขาดด้วยการใช้มาตรา 44 จึงเป็นการกระทำที่ทันเหตุการณ์เพื่อป้องกันเหตุร้าย ตลอดจนการจัดระเบียบการประมงไทยอันมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจของชาติให้ก้าวสู่ระดับมาตรฐานสากล และให้หลุดพ้นจากบ่วง ไอยูยู-ทิปรีพอร์ต อย่างเป็นระบบและเกิดประสิทธิผล อันอาจจะเป็นการ “พลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส” ได้ในที่สุด







