posttoday
พลเมืองเตรียมตัวเป็นใหญ่

พลเมืองเตรียมตัวเป็นใหญ่

07 พฤษภาคม 2558

โดย...ภุมรัตน์  ทักษาดิพงษ์

โดย...ภุมรัตน์  ทักษาดิพงษ์

หวนคิดถึงสมัยหนึ่งที่นิสิตนักศึกษาเวลานั้นกำลังคึกด้วยวาทกรรมที่ว่า “ฟ้าสีทองผ่องอำไพ ประชาชนเป็นใหญ่ในแผ่นดิน” และในช่วงการต่อสู้ของประชาชนกับรัฐบาลเผด็จการประชาธิปไตย เราก็พูดกันว่า ประชาชนเป็นใหญ่ แต่ภายใต้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ พลเมืองกำลังจะเป็นใหญ่

มีเพื่อนแวะมาเยี่ยมที่บ้าน ดูสีหน้าสดใส อิ่มเอิบผิดปกติ ถามไถ่ว่าถูกลอตเตอรี่มาหรืออย่างไรถึงหน้าตาสดชื่น เขาตอบว่า “ผมจะเป็นใหญ่แล้วโว้ย เพราะรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เขาจะให้พลเมืองเป็นใหญ่ ผมเป็นพลเมืองไทย เพราะฉะนั้นผมต้องเป็นใหญ่” ว่าไป
โน่น เพื่อนอีกคนหนึ่งซึ่งได้รับเชิญไปบรรยายเสมอบอกว่า ต่อไปคงต้องเริ่มต้นการบรรยายด้วยคำพูดที่ว่า “สวัสดีครับ ท่านผู้เป็นใหญ่ทั้งหลาย”

ร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี 2558 ที่กำลังอยู่ในขั้นถกเถียงกันอยู่ในขณะนี้  มีวัตถุประสงค์ประการหนึ่งที่จะให้ “พลเมืองเป็นใหญ่”  แต่มีคนถามว่า พลเมืองแตกต่างจากประชาชนอย่างไร ตัวเองเป็นประชาชนหรือพลเมืองกันแน่ เพราะในรัฐธรรมนูญก็มีทั้งคำว่า บุคคล ประชาชน ปวงชน และ พลเมือง  ผู้ร่างได้ให้คำอรรถาธิบายไว้แล้ว สรุปเอาดื้อๆ ก็แล้วกันว่า เราเป็นพลเมืองตามร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เมื่อเราเป็นพลเมือง เราก็เป็นใหญ่ในแผ่นดิน

คำว่า “ใหญ่” นี้ มีอีกคำหนึ่งคือ “เล็ก”  ซึ่งเป็นคำเปรียบเทียบกัน “เป็นใหญ่กว่าใคร” หากจะให้เดา ผู้ร่างรัฐธรรมนูญคงต้องการให้เป็นใหญ่กว่านักการเมือง เพราะเราเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย ส่วนนักการเมืองเป็นเพียงตัวแทนที่จะใช้อำนาจแทนเราเท่านั้น นักการเมืองต้องคิด พูด ทำแทนเรา โดยยึดเอาผลประโยชน์ของประชาชนเป็น
ที่ตั้ง แต่นักการเมืองมักทำตัวใหญ่กว่าประชาชนหลังจากได้รับเลือก  ดังนั้นประชาชนต้องตระหนักว่าจริงๆ แล้วเราใหญ่กว่านักการเมือง

คนที่จะเป็นใหญ่นั้น ต้องรู้จักประพฤติปฏิบัติตัวให้ถูกต้องดีงาม คนเป็นใหญ่ได้รับ “สิทธิ” มากมาย แต่คนเป็นใหญ่ต้องรู้จัก “หน้าที่” ด้วย จะเอาเฉพาะสิทธิโดยปฏิเสธหน้าที่นั้นไม่ได้ คนเป็นใหญ่ต้องรู้จักสิทธิและหน้าที่ รู้ว่าอะไรดี อะไรชั่ว อะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ ประชาชนต้องรู้จักเลือกคนดีเข้าไปปกครองบ้านเมือง อย่าเลือกคนไม่ดีไปบริหารประเทศ ไม่เช่นนั้นเมืองไทยก็จะวุ่นวายอย่างที่เป็นมา เราจะโทษนักการเมืองอย่างเดียวไม่ได้ ต้องโทษตัวเราเองด้วยที่จำนวนไม่น้อยเห็นแก่อามิสสินจ้างที่นักการเมืองหยิบยื่นให้ และไปเลือกคนไม่ดีปกครองบ้านเมือง ทำอย่างไรเราจะทำให้ประชาชนได้เข้าใจสาระสำคัญของหลักการพื้นฐานของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ คนไทยต้องปฏิรูปตนเองเสียก่อนก่อนที่จะเป็นใหญ่ 

นอกจากสร้างบทบาทและพลังของประชาชนในการตรวจสอบนักการเมืองแล้วก็ต้องปฏิรูปนักการเมืองด้วย เพื่อให้การเมืองไทยใสสะอาด ภาค 2 ผู้นำการเมืองที่ดีและระบบผู้แทนที่ดี มาตรา 73 ระบุว่า นักการเมืองทั้งระดับชาติและระดับท้องถิ่น ต้องมีคุณสมบัติอะไรบ้าง มาตรา 74 พูดถึงมาตรฐานทางจริยธรรมของนักการเมือง  การคัดสรรคนดีเข้าสู่ระบบการเมือง และมาตรา 75 ที่กำหนดไว้ว่า อะไรที่นักการเมืองต้องทำ และอะไรที่ต้องไม่ทำ  โดยใช้คำว่า “ต้อง”

มาตรา 73 เขียนว่า “นักการเมืองทั้งระดับชาติและท้องถิ่นซึ่งเป็นผู้อาสามาปฏิบัติหน้าที่สาธารณะ ย่อมเป็นพลเมืองที่ดี มีความเสียสละ ซื่อสัตย์สุจริต มีความรับผิดชอบต่อตำแหน่งหน้าที่ ต่อประเทศชาติและประชาชน ดำรงตนเป็นแบบอย่างอันดีงามของสังคม ยึดมั่นในจริยธรรมและธรรมาภิบาล จงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และรับใช้ประชาชนอย่างเต็มกำลังความสามารถ”

เอาแค่มาตราเดียวเท่านั้น  ท่านคิดว่าท่านมีโอกาสจะเห็นนักการเมืองทั้งระดับชาติและระดับท้องถิ่นสักกี่เปอร์เซ็นต์ที่มีคุณสมบัติตามข้างต้น  ขอเพียงเสียสละผลประโยชน์ส่วนตัวเพื่อผลประโยชน์ส่วนรวม ในกรณีที่เกิดความขัดแย้งแห่งผลประโยชน์ แค่นี้ก็เหนื่อยแล้ว เรื่องความซื่อสัตย์สุจริตนั้นเป็นที่รู้กัน นักการเมืองหลายคนมองเห็นการเล่นการเมืองเป็นช่องทางเข้าสู่อำนาจ ความร่ำรวย ที่เร็วที่สุดกว่าอาชีพอื่น หากนักการเมืองมาประชุมสภาให้ตรงตามเวลา เลิกประชุมตามเวลา ได้แค่นี้ประชาชนก็คงเป็นสุขใจแล้ว พอพูดถึงคุณธรรม จริยธรรม แม้มีประมวลจริยธรรมของนักการเมือง และมีผู้ตรวจการแผ่นดินคอยกำกับดูแล แต่ผู้ตรวจการแผ่นดินไม่เคยเอาผิดกับนักการเมืองที่ละเมิดประมวลจริยธรรมได้เลย แต่นี้ไปสมัชชาพลเมืองจะคอยกำกับดูแลจริยธรรมของนักการเมือง เราจะดูกันซิว่าจะทำอะไรกับนักการเมืองพวกนี้ได้บ้าง  

อย่างไรก็ดี  เห็นว่าเขียนไว้ดีกว่าไม่เขียนเพราะสามารถใช้เป็นเครื่องมือที่จะฟ้องศาลรัฐธรรมนูญให้เล่นงานนักการเมืองที่ไม่ร่วมมือทำการเมืองไทยให้ใสสะอาด

นี่คือความคาดหวังของผู้ร่างรัฐธรรมนูญที่อยากจะให้การเมืองไทยใสสะอาด แต่จะเกิดขึ้นหรือไม่อย่างไรขึ้นอยู่กับคนสองพวก คือ  พลเมืองผู้เลือกตั้ง และนักการเมืองที่เสนอตัวเข้ารับการเลือกตั้ง  พลเมืองที่เป็นใหญ่ต้องช่วยกันคัดสรร คัดกรอง และสร้างนักการเมืองที่ดีเข้าสู่อำนาจ เข้าไปบริหารประเทศเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ หากรัฐธรรมนูญกำหนดให้พลเมืองเป็นใหญ่แล้ว เรายังทำตัวแบบเก่า  ยังไม่มีปัญญาที่จะแยกแยะได้ว่าอะไรดี อะไรชั่ว ก็อย่าไปโทษใครเลย ต้องโทษตัวเราเอง และเป็นคนธรรมดาต่อไปก็แล้วกัน ส่วนนักการเมืองทุกระดับก็ต้องปฏิรูปวิธีคิดและวิธีปฏิบัติของตนเอง เพราะสังคมปัจจุบันเปลี่ยนไปแล้ว ถ้ายังปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงของสังคมไม่ได้  ท่านก็จะเผชิญกับพลังของพลเมืองอีกครั้งหรืออีกหลายครั้ง

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท