
โลกยังมึนราคาน้ำมัน ตามลุ้น 'ดีมานด์-ซัพพลาย'
โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา
โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา
ระยะเวลาจากช่วงกลางปี 2014 ต่อเนื่องมาจนจบไตรมาสแรกของปี 2015 นี้ ได้แสดงให้เห็นเป็นที่ประจักษ์แล้วว่า ราคาน้ำมันในตลาดโลกมุ่งไปสู่ทิศทางเดียวเท่านั้นก็คือทิศขาลง
ยืนยันได้จากฐานราคาน้ำมันดิบในตลาดหลักของโลกอย่างตลาดสหรัฐที่ดิ่งแรงถึง 59% นับตั้งแต่เดือน มิ.ย.ปีที่แล้วที่ทำสถิติราคาสูงสุด โดยราคาน้ำมันดิบในตลาดสหรัฐเพิ่งจะแตะระดับต่ำสุดอีกรอบเมื่อวันที่ 17 มี.ค.ที่ผ่านมา
สำหรับเหตุผลที่ทำให้ราคาน้ำมันโลกเคลื่อนไหวในรูปการณ์ข้างต้นมาจาก 2 ปัจจัยหลักก็คือ 1) สถานการณ์เศรษฐกิจโลกซบเซาทำให้ปริมาณความต้องการใช้น้ำมันลดลง และ 2) ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีเชลออยล์ที่ทำให้ปริมาณการผลิตน้ำมันเพิ่มมากขึ้น ขณะที่กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) ยืนกรานคงกำลังการผลิตจนปริมาณน้ำมันอยู่ในภาวะซัพพลายล้นตลาด
ทว่าจู่ๆ ราคาน้ำมันก็พลิกกลับถีบตัวสูงขึ้นเหนือระดับ 60 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล โดยราคาน้ำมันในตลาดฟิวเจอร์ส นิวยอร์ก เมื่อวันที่ 6 พ.ค. ปรับตัวเพิ่มสูงถึง 2.7% แตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือน ธ.ค. ปีที่แล้ว ขณะที่ราคาน้ำมันเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ปรับตัวฟื้นขึ้นมากที่สุดในอัตรารายเดือนในรอบประมาณ 6 ปี
ผู้เชี่ยวชาญทั้งหลายเห็นตรงกันว่าการปรับขึ้นของราคาน้ำมันในครั้งนี้เป็นผลมาจากรายงานปริมาณกำลังการผลิตน้ำมันของสหรัฐเมื่อวันที่ 1 พ.ค. ที่พบว่าปรับตัวลดลง 1.5 ล้านบาร์เรล โดยนับเป็นการลดลงครั้งแรกในรอบ 8 สัปดาห์ และนับเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าสถานการณ์ซัพพลายล้นเริ่มบรรเทาลง
ขณะเดียวกัน นักวิเคราะห์อีกส่วนหนึ่งรวมถึง นิโคลัส ทีโอ นักวิเคราะห์ตลาดแห่งซีเอ็มซี มาร์เก็ต ในสิงคโปร์ ยังคาดการณ์อีกว่าราคาน้ำมันมีแนวโน้มจะดีดตัวเพิ่มขึ้นมาอีก เนื่องจากสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยเฉพาะในลิเบีย เยเมน และอิรัก ซึ่งล้วนเป็นประเทศที่ผลิตและส่งออกน้ำมันรายใหญ่ของโลก ทวีความตึงเครียดรุนแรงมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม หากจะให้นักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญฟันธงให้ชัดๆ ลงไปว่าความเคลื่อนไหวข้างต้นคือการส่งสัญญาณว่ายุคราคาน้ำมันถูกของโลกกำลังยุติลงแล้ว และให้เตรียมพร้อมรับยุคน้ำมันขาขึ้นอีกระลอก บรรดากูรูเหล่านี้กลับอยู่ในสภาวะลังเลไม่อาจพูดยืนยันได้เต็มเสียงมากนัก
พูดให้เข้าใจง่ายขึ้นก็คือว่าในสายตาของผู้ที่ติดตามความเคลื่อนไหวของตลาดโภคภัณฑ์ตัวนี้มาอย่างต่อเนื่อง ราคาน้ำมันโลกในปัจจุบันยังคงอยู่ในสภาวะผันผวน กล่าวคือ มีโอกาสเป็นไปได้ทั้งสองทางที่ราคาน้ำมันจะปรับบวกขึ้นหรือปรับลบลดลงนั่นเอง
เพราะสำหรับฝ่ายที่เห็นว่าราคาน้ำมันในระยะยาวยังคงมีแนวโน้มลดต่ำลงได้ยกเหตุผลกรณีที่กำลังการผลิตน้ำมันในตลาดโลกยังคงมีแนวโน้มมากเกินกว่าความต้องการบริโภคของตลาดอยู่ดี
ฟิล เวอร์เลเกอร์ จูเนียร์ นักเศรษฐศาสตร์ด้านพลังงานแสดงความเห็นผ่านหนังสือพิมพ์วอลสตรีท เจอร์นัล โดยคาดการณ์ชัดว่าราคาน้ำมันดิบเบรนต์ในปีนี้จะเคลื่อนไหวอยู่ที่ราว 50 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ขณะที่ราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสจะน้อยกว่าเบรนต์ราว 5 เหรียญสหรัฐ หรือที่ประมาณ 45 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล
เหตุผลเนื่องจากกำลังการผลิตน้ำมันของทั่วโลกจะยังคงเดินหน้าเพิ่มขึ้นทำสถิติแตะระดับสูงสุด และที่ผ่านมากำลังการผลิตถือเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อราคาน้ำมันต่ำมาโดยตลอด
ขณะเดียวกัน รายงานคาดการณ์ของหลายสถาบันยังสอดคล้องกับความเห็นข้างต้นด้วยการระบุชัดว่าปริมาณน้ำมันสำรองในคลังของหลายประเทศ โดยเฉพาะสหรัฐเพิ่มขึ้นเฉลี่ยราว 2 ล้านบาร์เรล/วัน
“จะเกิดอะไรขึ้นหากประเทศเหล่านี้ตัดสินใจเทขายน้ำมันที่เก็บไว้ในคลังของตัวเอง” เวอร์เลเกอร์ กล่าว
ความเห็นดังกล่าวยังได้แรงหนุนว่าเป็นไปได้ เมื่อทางการสหรัฐกำลังอยู่ในระหว่างการพิจารณายกเลิกมาตรการจำกัดการส่งออกน้ำมันที่บังคับใช้มานานกว่า 40 ปี
บลูมเบิร์กรายงานอ้างการศึกษาของเทอร์เนอร์, เมสันแอนด์โค ที่สำนักงานข้อมูลสารสนเทศด้านพลังงานของสหรัฐ (อีไอเอ) สนับสนุนว่าสหรัฐจะกลายเป็นประเทศผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ของโลกทันทีถ้ายกเลิกมาตรการดังกล่าว โดยจะสามารถส่งออกน้ำมันได้สูงถึง 2.4 ล้านบาร์เรล/วัน ในปี 2025
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อข้ามฟากมาที่ภูมิภาคตะวันออกกลาง ความคืบหน้าในทางบวกของการเจรจาเพื่อบรรลุข้อตกลงโครงการนิวเคลียร์ในอิหร่านที่จะส่งผลต่อการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ และทำให้อิหร่านกลับมาผลิตน้ำมันเพื่อส่งออกได้อีกครั้ง
ยังไม่นับรวมถึงสถานการณ์เชลออยล์ ที่ล่าสุดมีรายงานว่าสองบริษัทเชลออยล์ยักษ์ใหญ่ในสหรัฐ อย่าง อีโอจี รีสอร์ซเซส และไพโอเนียร์ เนเจอรัล รีสอร์ซเซส ประกาศจะเพิ่มกำลังการผลิตอีกครั้งหลังราคา
น้ำมันปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น 40% ในช่วง 7 สัปดาห์ที่ผ่านมา
ในส่วนของเหตุผลที่นักวิเคราะห์อีกส่วนหนึ่งมองว่าราคาน้ำมันในปีนี้จะฟื้นตัวกลับมาฟื้นตัวอีกครั้ง เป็นผลจากปริมาณความต้องการบริโภคน้ำมันในตลาดมีแนวโน้มปรับเพิ่มสูงขึ้นจากการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของยุโรปที่ทยอยฟื้นตัว ขณะที่ความต้องการบริโภคน้ำมันจากจีนจะกลับมามีเสถียรภาพอีกครั้ง
พอล ฮอร์สเนลล์ หัวหน้าศูนย์วิจัยตลาดโภคภัณฑ์ของสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด คาดการณ์ว่าราคาน้ำดิบเบรนต์ในปีนี้จะฟื้นตัวแตะระดับที่ประมาณ 80 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ขณะที่ราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสจะต่ำกว่าเบรนต์ราว 6-8 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล
ขณะเดียวกัน ผู้เชี่ยวชาญด้านตลาดน้ำมันอีกหลายสำนักกลับเห็นตรงกันว่าเมื่อถึงที่สุดแล้ว บรรดาผู้ผลิตน้ำมันย่อมไม่มีทางปล่อยให้ราคาน้ำมันลดต่ำลงกว่า 30 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล รวมถึงลดต่ำนานเกินไปได้ ซึ่งหมายความว่าผู้ผลิตเหล่านี้ย่อมหาทางฟื้นราคาน้ำมัน ด้วยการปรับลดกำลังการผลิต หรือใช้มาตรการต่างๆ เพื่อให้ปริมาณน้ำมันสมดุลกับปริมาณความต้องการบริโภคในตลาด
ทั้งนี้ พิจารณาจากความเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันในปัจจุบัน และปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันในขณะนี้ อาจกล่าวสรุปได้ว่า น้ำมันในตลาดโลกน่าจะมีแนวโน้มผันผวนและยากต่อการคาดการณ์ให้ชัดเจนต่อไป
ขณะเดียวกัน ประเด็นที่ควรจะให้ความสำคัญในห้วงเวลานี้มากกว่าการตามลุ้นทิศทางราคาน้ำมันก็คือการติดตามต่อว่าราคาน้ำมันที่ฟื้นครั้งนี้ฟื้นจริงหรือไม่ หรือจะฟื้นได้นานแค่ไหนมากกว่า







