
การเลือกตั้งระบบสัดส่วนผสมแบบกาเดียว
การเลือกตั้งระบบสัดส่วนผสมตามที่กำหนดในรัฐธรรมนูญร่างนี้ คือการผสมผสานกันระหว่างการเลือกตั้งแบบแบ่งเขต และแบบบัญชีรายชื่อ อย่างมีสัดส่วนสอดคล้อง
การเลือกตั้งระบบสัดส่วนผสมตามที่กำหนดในรัฐธรรมนูญร่างนี้ คือการผสมผสานกันระหว่างการเลือกตั้งแบบแบ่งเขต และแบบบัญชีรายชื่อ อย่างมีสัดส่วนสอดคล้อง
แบบแบ่งเขตที่ทุกคนทั่วโลกคุ้นเคยนั้น คือการเลือกตั้งที่ผู้ชนะได้คะแนนเสียงสูงสุดในเขตเลือกตั้งนั้นๆ แต่... ผู้ชนะมักจะมีคะแนนนิยมเพียง 35 ถึง 40% อาจชนะที่ 2 อย่างหวุดหวิด แต่ก็ชนะการเลือกตั้ง แม้มีคะแนนสูงสุดจริงก็ตาม และชนะเขตจริงก็ตาม แต่มองอีกนัยหนึ่ง มีอีก 60 ถึง 65% ของผู้ใช้สิทธิ ที่ไม่สนับสนุนผู้แทนคนนี้ และคะแนนดังกล่าว 60 ถึง 65% จะตกน้ำ ไม่มีกลับมาคิดอีกเลย
ถ้ามองในระดับประเทศ การออกกฎหมายในสภา และการบริหารประเทศ จะกระทำโดยผู้ชนะเขตรวมกัน นั่นคือเป็นผู้แทนของ 40% ของผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง ในขณะที่อีก 60% ได้แต่นั่งมองตาปริบๆ เพราะเสียงของ
ตัวเองตกน้ำ
การใช้เฉพาะระบบเลือกตั้งแบบแบ่งเขต จึงไม่ให้ความยุติธรรมต่อคะแนนเสียงของพลเมือง เราจึงนำระบบบัญชีรายชื่อมาผสมผสานเพื่อไม่ให้คะแนนเสียงใดตกน้ำเลย
ความนิยมชมชอบต่อพรรคการเมืองใดในการเลือกตั้งครั้งต่อไป จะถูกนำมารวบรวมเป็นสัดส่วนในระดับประเทศ และสัดส่วนตัวนี้จะเป็นตัวกำหนดว่าพรรคใดจะมีที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎรกี่ที่นั่ง นั่นคือถ้าพรรค ก ได้รับความนิยม 50% ย่อมต้องมีที่นั่งในสภา 50% ด้วยเช่นกัน ถ้าพรรค ข ได้รับความนิยม 30% ก็ย่อมต้องได้ที่นั่งในสภา 30% เช่นกัน ในเมื่อรัฐธรรมนูญฉบับร่าง กำหนดให้มี สส. 450 คน พรรค ก และ พรรค ข ก็จะมีเก้าอี้ที่พึงมีในสภา 225 และ 135 ตามลำดับ ตัวเลขเหล่านี้เป็นจำนวนเก้าอี้ที่พึงมีขั้นต่ำที่แต่ละพรรคจะมีในสภา
ขั้นตอนต่อไปคือการเปรียบเทียบจำนวน สส. เขตที่แต่ละพรรคได้แล้ว ว่ามากกว่าหรือน้อยกว่า เก้าอี้ที่พึงมีของพรรคตนเท่าใด...
• ถ้าน้อยกว่า ส่วนต่างจะถูกเติมเต็มจากบัญชีรายชื่อ
• ถ้าเท่ากัน จะไม่ได้รับการเติมเต็ม
• ถ้ามากกว่า ถือว่ารักษาเก้าอี้ไว้ได้ทั้งหมด โดยไม่ถูกปรับลดส่วนเกินแต่ประการใด ส่วนเกินนี่เองที่ทำให้สภาอาจใหญ่กว่า 450 ที่นั่ง ร่างรัฐธรรมนูญนี้จึงกำหนดให้สภามีขนาด 450 ถึง 470 ที่นั่ง
จำนวนเก้าอี้ที่แต่ละพรรคได้เพื่อเติมเต็มนั้น จะถูกจัดสรรกลับไปยังพรรคและกลับไปยังภาคเลือกตั้งอย่างสอดคล้องและได้สัดส่วน ตามหลักคณิตศาสตร์ ให้แก่บัญชีรายชื่อที่พรรคนั้นๆ มีในแต่ละภาค ถ้าระบบเลือกตั้งกำหนดให้เป็นบัญชีรายชื่อปิด พรรคการเมืองจะเป็นผู้กำหนดตัวบุคคลและจัดลำดับในบัญชีโดยพลเมืองไม่มีสิทธิแตะต้อง แต่ถ้าเป็นแบบบัญชีรายชื่อเปิด พลเมืองทุกคนสามารถกำหนดความชอบเฉพาะของตนต่อผู้ใดผู้หนึ่งในบัญชีรายชื่อภาค เพื่อจัดลำดับบัญชีรายชื่อใหม่ บุคคลในบัญชีรายชื่อที่ได้รับคะแนนนิยมสูงสุดจะเป็นบัญชีรายชื่อหมายเลข 1 และเรียงตามกันมาตามความนิยมของผู้ใช้สิทธิ
ณ ตรงนี้ ขอทำความเข้าใจว่าระบบสัดส่วนผสมแตกต่างจากระบบบัญชีรายชื่อที่เคยใช้กันมาในการเลือกตั้งตั้งแต่ปี 2540 แม้ระบบของ สส.เขตยังเป็นเช่นเดิม แต่การคิดคำนวณบัญชีรายชื่อเป็นการแถมเพิ่ม นั่นคือเพิ่ม สส.บัญชีรายชื่อให้กับแต่ละพรรคตามอัตราส่วนความนิยม จึงเป็นการแถมเพิ่มมิใช่เติมเต็ม เสียงตกน้ำก็ยังตกน้ำเช่นเดิม เป็นระบบที่มุ่งสร้างความเข้มแข็งให้กับพรรคการเมือง แต่ไม่สอดคล้องกับเสียงผู้ใช้สิทธิ
ในประเทศที่ใช้ระบบการเลือกตั้งสัดส่วนผสม การเลือกผู้ชนะเขต และการแสดงความนิยมพรรคการเมืองมักจะแยกปฏิบัติ นั่นคือผู้ใช้สิทธิ 1 คนจะสามารถแยกกาได้ทั้งคนและพรรค ที่นิยมพูดกันในประเทศไทยว่า เลือกคนที่รักและเลือกพรรคที่ชอบ นอกจากนี้ถ้าเป็นระบบบัญชีรายชื่อเปิด ผู้ใช้สิทธิสามารถเลือกผู้ที่ตนเองชื่นชมสูงสุดให้มีลำดับสูงขึ้นในบัญชีรายชื่อได้
รูปแบบการเลือกตั้งแบบสัดส่วนผสมตามที่ได้กล่าวไปแล้ว ได้รับการต่อต้านจากพรรคการเมืองและหลายฝ่ายในประเทศ ตั้งแต่ความลำบากในการลงคะแนนที่ผู้ใช้สิทธิต้องเลือกผู้ชนะเขต ต้องเลือกพรรค และอาจเลือกบุคคลในบัญชีรายชื่อของพรรค ที่ดูว่าจะยากและอาจเกิดบัตรเสียจำนวนมาก อีกทั้งยังลำบากในการนับคะแนนที่หน่วยเลือกตั้ง ใช้ทั้งเวลาและค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ การที่แยกโหวตได้จะเอื้อต่อการเลี่ยงหรือชิงความได้เปรียบจากระบบเลือกตั้งสัดส่วนผสมโดยการสร้างกลุ่มการเมือง proxy การสร้างพันธมิตรล่วงหน้า หรือการส่งตัวเต็งของพรรคลงอิสระและแย่งชิงเก้าอี้บัญชีรายชื่อต่างหากเพื่อความได้เปรียบ ฯลฯ
ที่สำคัญกว่านั้น พรรคการเมืองไม่เห็นด้วยกับการคืนอำนาจให้พลเมืองผ่านบัญชีรายชื่อเปิด เพราะจะก่อให้เกิดการแข่งขันกันเองภายในพรรค โดยเฉพาะระหว่างผู้มีชื่อในบัญชีรายชื่อภาค อีกทั้งอาจเกิดการซื้อสิทธิขายเสียงมากกว่าเดิม
วิธีแก้คือการนำระบบ “การเลือกตั้งระบบสัดส่วนผสมแบบกาเดียว” มาใช้
ระบบที่นำเสนอนี้ ผู้ใช้สิทธิเข้าหน่วยเลือกตั้งและกาคนที่รักหรือพรรคที่ชอบเพียงทางเลือกเดียว กากบาทตัวนั้นจะถูกนำมาใช้ 2 ครั้ง
• ครั้งแรกเพื่อนับเป็นคะแนนกำหนดหาผู้ชนะเขตเลือกตั้งที่มีคะแนนสูงสุด
• การใช้ครั้งที่สอง คือการรวบรวมกำหนดความนิยมพรรคในระดับประเทศ เพื่อจัดสรรเก้าอี้ที่พึงมีในสภาและการเติมเต็มจากบัญชีรายชื่อของพรรคในแต่ละภาค
ภายใต้ระบบที่นำเสนอนี้ พรรคการเมืองแต่ละพรรคจะไม่มีบัญชีรายชื่อของตัวเอง แต่บัญชีรายชื่อของแต่ละพรรคจะเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติจากผู้ที่ไม่ชนะการเลือกตั้งเขต และการเรียงลำดับในบัญชีรายชื่อธรรมชาตินั้นเป็นไปตามคะแนนที่ผู้สมัครนั้นนั้นได้จากการเลือกตั้งเขต ดังนั้น นักการเมืองทุกคนที่จะเข้าสู่สภาจะต้องผ่านการเลือกตั้งเขตและนักการเมืองทุกคนมี 2 โอกาสในการเข้าสู่สภานั่นคือ ชนะเขตโดยตรงหรือผ่านการเติมเต็มจากบัญชีรายชื่อ
ระบบนี้จะทำให้พรรคการเมืองต้องเลือกส่งผู้สมัครที่ดีที่สุดในแต่ละเขต เพราะผลคะแนนในแต่ละเขตมีผลนอกจากต่อตัวบุคคลนั้นนั้นแล้ว ยังมีผลต่อภาพรวมของพรรคในระดับประเทศด้วย การเมืองไทยจะได้ตัวเลือกที่ดีกว่า พรรคจะต้องส่งคนพื้นที่ที่ดีจริงเพื่อสะสมคะแนนเสียงในการเข้าสู่สภา การแตกแยกภายในพรรคจะไม่เกิดขึ้น ในทางตรงกันข้ามผู้สมัครเขตใกล้เคียงอาจต้องช่วยกันหาเสียงสนับสนุนซึ่งกันและกัน
การให้ผู้ใช้สิทธิลงคะแนนเสียงกาได้ครั้งเดียวจะขจัดการเล่นเกมและการหลีกเลี่ยงระบบสัดส่วนผสม ง่ายต่อการลงคะแนน ง่ายต่อการนับ หลีกเลี่ยงบัตรเสีย ประหยัดค่าใช้จ่ายและยังสอดคล้องกับระบบประชาธิปไตยที่มักพูดกันว่า “one man, one vote”







