
พิมพ์เขียว ‘คนไทย’
ขออนุญาตบอกก่อนว่าเป็นคนละส่วนกับพิมพ์เขียว “ประเทศไทย” โดยทุกประเทศในโลกนี้มีปัญหา แต่ดูเหมือนยังไม่มีข้อยุติว่าจะแก้ที่ “คน” หรือจะแก้ที่ “ระบบ” กันแน่ ฟังกันว่าทั้งสองหลักมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกัน
ขออนุญาตบอกก่อนว่าเป็นคนละส่วนกับพิมพ์เขียว “ประเทศไทย” โดยทุกประเทศในโลกนี้มีปัญหา แต่ดูเหมือนยังไม่มีข้อยุติว่าจะแก้ที่ “คน” หรือจะแก้ที่ “ระบบ” กันแน่ ฟังกันว่าทั้งสองหลักมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกัน
ฝ่ายหนึ่งเชื่อว่าให้แก้ที่ระบบ โดยสร้างกฎกติกาเพื่อใช้กำกับ ควบคุม ให้คนอยู่ในกรอบที่คิดว่าดี เช่น การมีรัฐธรรมนูญที่ดีอันจะเป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ อีกฝ่ายบอกว่าระบบกฎเกณฑ์จะดีหรือแย่เพียงใดอยู่ที่คนเขียน และยังเห็นว่าคนดีไม่ต้องใช้กฎ ส่วนคนไม่ดีก็จะไม่ยอมอยู่ในกฎ พร้อมจะละเมิดหรือเพิกเฉยต่อกฎ รวมถึงอาจทำลายกฎเหล่านั้นเสียด้วย บางท่านถึงขนาดปรามาสว่ากฎมีไว้ใช้กับคนโง่ คนจน คนดี เท่านั้น แล้วจะแก้ที่ตรงไหน ตั้งเป็นคำถามแรก
ลองมองย้อนไปดูนิสัยของคนบางประเทศ เช่น คนญี่ปุ่นมีนิสัยขยันขันแข็ง มีน้ำใจเผื่อแผ่ รู้จักแบ่งปัน คนเยอรมันชอบทำงานหนัก เอาจริงเอาจัง ชอบประดิษฐ์ แล้วคนไทย มีบันทึกของท่านราชทูต ลา ลูแบร์ จากฝรั่งเศส บรรยายไว้ตั้งแต่สมัยอยุธยาเมื่อ 328 ปี ว่าคนไทยชอบสนุกสนาน รักความสบาย คุยเก่ง ไม่รู้สนใจทำงาน อารมณ์ดี จะได้ยินแต่เสียงร้องรำทำเพลง เป็นคนมีสติปัญญา เจรจาเฉียบแหลม ถ้าตั้งใจทำจะทำได้ดี แต่ไม่อยากทำงานที่ต้องใช้ความอดทน ถือว่าเป็นสุขนิยม
หลายๆ ชาติต้องมีลักษณะนิสัยหรือพิมพ์เขียวของคนประเทศนั้นๆ ด้วยเหตุผลหลัก คือ เพื่อความอยู่รอดของชีวิตตนเอง ถึงขนาดถ้าขาดนิสัยเช่นว่า คนคนนั้นต้องเดือดร้อน อาจถึงขั้นอดอยากหรือตายได้
ในอดีตญี่ปุ่นประชากรล้นเมือง ต้องมีคนเสียสละอพยพคนออกไปตั้งรกรากในต่างประเทศที่ไกลออกไป ในยุโรปอากาศหนาวเย็น ต้องอาศัยการล่าสัตว์มาเป็นอาหาร ต้องช่วยและแบ่งหน้าที่กัน ตัวอย่างเหล่านี้สะท้อนว่าในอดีตเป็นสังคมกลุ่มย่อยๆ พัฒนาเติบโตจนเป็นกลุ่มใหญ่ จึงเรียนรู้และจำเป็นที่จะต้องมีกฎกติกามารยาท เพื่อทำให้อยู่รอดร่วมกันด้วยความสงบเรียบร้อย แล้ววันนี้คนไทยเรามีนิสัยเด่นๆ อะไรที่จะนำพาประเทศให้เดินต่อไปได้ นี่คือคำถามที่ 2
คนต่างชาติพูดถึงเมืองไทยในรอบ 10 กว่าปีมานี้หลายด้าน หลายประเด็น แต่มีเรื่องหนึ่งที่พูดตรงกันและเป็นที่สงสัยของเขามากเหลือเกิน คือ ทำไม? คนไทยต้องทะเลาะกันอย่างเอาเป็นเอาตาย ด้วยเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง (ฟังแล้วอายจริงๆ) จนทำให้ประเทศอ่อนแอลงเรื่อยๆ ทั้งๆ ที่ประเทศเรามีความพร้อมหลายเรื่องที่คนอื่นไม่มี เช่น ที่ตั้งภูมิศาสตร์ ดินฟ้าอากาศ รวมทั้งนิสัยใจคอที่มีอยู่ในตัวตน สังคม และวัฒนธรรมของเรา ที่ผ่านมาแม้ไม่มีงานทำ ไม่มีเงิน ยังได้รับความช่วยเหลือ ทั้งจากเพื่อนบ้านตลอดจนคนไทยในสังคมแม้คนแย่ที่สุดขนาดไหนยังมีข้าวกินประทังชีวิต เก็บผักผลไม้ตามรายทาง ก็ยังไม่ถึงตายอยู่ดี อยู่คนเดียวก็อยู่ได้ไปเรื่อยๆ ทำให้ไม่มีความจำเป็นต้องอยู่ร่วมกันเพื่อความอยู่รอด นำไปสู่การไม่ต้องเคารพยำเกรงกฎเกณฑ์กลางของสังคมก็ได้
ในขณะที่ปัจจุบันประเทศของเราเน้นแนวทางของสังคมที่มีอารยะ ใช้ระบบหรือกฎเกณฑ์เข้ามาจัดการความเป็นไปของผู้คนในสังคมเป็นหลัก แล้วกฎกติกาแบบไหนตึงหรือหย่อนแค่ไหน จึงจะใช้ได้กับคนไทยที่มีลักษณะเฉพาะเช่นนี้ได้ดีที่สุด เป็นคำถามที่ 3
แล้วปัญหาของบ้านเมืองที่เราๆ ท่านๆ ประสบอยู่นี้ จะแก้ได้อย่างไร เมื่อไร เพื่อที่ลูกหลานของเราจะไม่ต้องแบกรับมรดกอันหนักอึ้งนี้
ผมขอเสนอแนวคิดแนวทางสร้าง “พิมพ์เขียวคนไทย” เพื่อสร้างสมาชิกใหม่ในสังคมนี้ รวมทั้งอัพเกรดคนรุ่นปัจจุบันให้มีนิสัยหรือทัศนคติความคิดที่เป็นแนวทางหลักๆ ใหญ่ๆ ให้ทุกๆ คนสามารถยืนหยัดอยู่ในกระแสของการเปลี่ยนแปลงที่เร็วและแรงนี้ได้
ลักษณะนิสัยหรือความคิดที่ว่าคืออะไรบ้าง ผมขอยังไม่สรุป ตอนนี้ยังนึกไม่ออกอาจต้องลองใช้ค่านิยมหลัก 12 ประการของท่านนายกรัฐมนตรีก่อน แล้วถ้ามีพิมพ์เขียวแล้วคนไทยจะมีลักษณะเหมือนๆ กันไปหมดจะขาดความหลากหลายของสมาชิกในสังคม ซึ่งคงไม่ถึงขนาดนั้น
ตอนนี้ประเทศเร่งมือสร้างระบบกฎกติกา คือ รัฐธรรมนูญ ซึ่งเคยปรับปรุงกันมาหลายครั้ง ฉีกหรือยกเลิกก็หลายฉบับ แต่หลายๆ ครั้งคนซึ่งเป็นคนใช้กฎนั้น จงใจใช้อย่างมีประโยชน์ซ่อนเร้นเพื่อตนเองหรือ
พวกพ้อง จนไม่เป็นไปตามหลักนิติธรรมที่เป็นจริง ส่งผลให้สังคมบิดเบี้ยวบ่อยๆ ครั้ง สะสมจนเกิดการฉีกขาดในระดับความคิดความรู้สึกของคนได้
แต่ถ้าทุกคนเริ่มต้นกลับมาดูตัวเอง เปิดกว้างพอที่จะมองเห็นส่วนที่ตัวเองมีส่วนทำผิดพลาด หยุดการทำทุกสิ่งอย่างที่มีผลลบต่อการปรองดอง คนจะทำให้ประเทศกลับมาแข็งแรงอีกครั้ง ด้วยการเพิ่มการช่วยกันคิด และทำโดยเลือกโฟกัสเจาะเน้นที่เรื่องสำคัญๆ ที่น่าจะทำ เช่น เรื่องการท่องเที่ยว อุตสาหกรรมยานยนต์ เกษตร
ครัวโลก ศูนย์กลางคมนาคมขนส่ง รวมถึงธุรกิจบริการทางการแพทย์
ที่ผ่านมาไม่ว่าประเทศไทยจะใช้หลักของคนหรือระบบมาแก้ปัญหาก็ดูเหมือนเราจะผ่านวิกฤตกันมาได้ดีพอสมควร โดยเชื่อกันลึกๆ ว่า บ้านนี้เมืองนี้มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ท่านคอยปกป้องคุ้มครองเสมอมา เรารบกวนท่านมาหลายๆ ครั้งและนานมากแล้ว เรามาเริ่มช่วยผ่อนแรงท่านบ้างจะดีกว่าไหม นี่คือคำถามสุดท้าย...ครับ







