
เอกชนพอใจ สัญญาณ 'บาทอ่อน'
วานนี้ (6 พ.ค.) ค่าเงินบาทอยู่ที่ 33.256 บาท/เหรียญสหรัฐ เทียบกับเมื่อวันที่ 29 เม.ย. ที่ค่าเงินบาทอยู่ที่ 32.69 บาท/เหรียญสหรัฐ อ่อนค่าสุดในรอบ 5 ปี
วานนี้ (6 พ.ค.) ค่าเงินบาทอยู่ที่ 33.256 บาท/เหรียญสหรัฐ เทียบกับเมื่อวันที่ 29 เม.ย. ที่ค่าเงินบาทอยู่ที่ 32.69 บาท/เหรียญสหรัฐ อ่อนค่าสุดในรอบ 5 ปี
นักวิเคราะห์ บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส เปิดเผยว่า เงินบาทอ่อนค่ารวดเร็วเป็นผลจากค่าเงินเหรียญสหรัฐที่อ่อนค่าลง หลังตัวเลขขาดดุลการค้าเดือน มี.ค. สูงเกินคาดมาก ประกอบกับการที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประกาศผ่อนคลายมาตรการเงินทุน ทำให้เงินบาทของไทยอ่อนค่าเป็น 33.3-33.4 บาท/เหรียญสหรัฐ จาก 32.6-32.7 บาท/เหรียญสหรัฐ
ทั้งนี้ คาดว่ากลุ่มที่จะได้รับผลประโยชน์จากบาทอ่อน คือ ส่งออก ทั้งอิเล็กทรอนิกส์ อาหารส่งออก ชิ้นส่วนยานยนต์ อัญมณีและเครื่องประดับ เป็นต้น
นพพร เทพสิทธา ประธานสภาผู้ส่งออกสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) กล่าวว่า การลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายและการออกมาตรการผ่อนคลายค่าเงินของ ธปท. ได้ทำให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงมาบ้างแล้ว ซึ่งเอกชนพอใจกับสัญญาณที่ส่งออกมาในครั้งนี้ เพราะถือเป็นการดูแลค่าเงินบาททางอ้อม และเข้าใจดีว่า ธปท.ไม่สามารถเข้าไปต่อสู้ค่าเงินโดยตรงเหมือนกับเวียดนามและมาเลเซีย
“สรท.เห็นว่ารัฐบาลควรจะศึกษาว่า จะใช้เงินสกุลอื่นในการซื้อขายสินค้าแทนเงินเหรียญสหรัฐได้หรือไม่ เพราะปัจจุบันไทยผูกขาดกับเงินเหรียญสหรัฐมากเกินไป ขณะที่ ธปท.ควรจะต้องปรับกติกาให้เอกชนนำเงินเหรียญสหรัฐมาชำระค่าสินค้าและบริการได้ทันที เช่น ค่าระวางเรือ นพพร กล่าว
นพพร เสนอว่า รัฐบาลควรจัดตั้งกองทุนประกันความเสี่ยงค่าเงินเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อย (เอสเอ็มอี) เพื่อลดความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนให้เอสเอ็มอี
สุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ระบุว่า แม้ว่า ธปท.จะลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง และทำให้ต้นทุนการประกอบธุรกิจของเอกชนลดลงท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกและการส่งออกที่ซบเซา แต่ ธปท.ควรออกมาตรการสนับสนุนเพิ่มเติมเพื่อดูแลค่าเงินบาท เพื่อทำให้สินค้าไทยสามารถแข่งขันกับภูมิภาคได้
“หากไตรมาส 3 เศรษฐกิจยังไม่ฟื้น ก็น่าจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีก แต่มองว่าในขณะนี้เศรษฐกิจถึงจุดต่ำสุดแล้ว และกำลังค่อยๆ ดีขึ้น” สุพันธุ์ ระบุ
สุพันธุ์ ยังกล่าวว่า ที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ได้หารือกันและพบว่า เศรษฐกิจไทยที่อยู่ในภาวะชะลอตัว ทำให้สถาบันการเงินลดการปล่อยสินเชื่อให้ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม กกร.จึงเสนอให้รัฐบาลช่วยเหลือเอสเอ็มอี โดยการขยายวงเงินค้ำประกันสินเชื่อของบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) จาก 18% เป็น 30% ส่วนภาคการเกษตรที่ได้รับผลกระทบจากราคาสินค้าเกษตรปรับตัวลดลงอย่างหนัก ก็ควรได้รับการขยายวงเงินสินเชื่อเพิ่ม 50%
“จากนี้เริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัว เนื่องจากมีการใช้งบในเมกะโปรเจกต์มากขึ้น อย่างไรก็ตาม ภาคเกษตรยังน่าเป็นห่วง โดยเฉพาะราคาข้าวลดลงจาก 1.5 หมื่นบาท/ตัน เหลือเพียง 6,000 บาท/ตัน ทำให้อัตราการบริโภคในท้องถิ่นลดลงมาก รัฐบาลจะต้องเข้ามาอุดหนุนราคาสินค้าเกษตรโดยด่วน เพื่อเพิ่มกำลังซื้อภายในประเทศ”
กุลิศ สมบัติศิริ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ ในฐานะฝ่ายเลขาธิการคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) หรือซูเปอร์บอร์ด กล่าวว่า คนร.ได้เห็นชอบกรอบการปล่อยสินเชื่อของธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) ต่อรายให้เป็นไม่เกิน 30 ล้านบาท จากเดิมไม่เกิน 15 ล้านบาท ตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการขับเคลื่อนที่มี พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม เป็นประธาน
วันเดียวกัน หุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ถูกเทขายหนักกดดัชนีในช่วงเช้าวันที่ 6 พ.ค. ทรุดลง 11.95 จุด ก่อนที่จะมีแรงซื้อช่วงท้ายตลาดในหุ้นกลุ่มพลังงาน พยุงดัชนีมาปิดที่่ 1,519.88 จุด ลดลง 6.86 จุด หรือลดลง 0.45%
กวี ชูกิจเกษม รองกรรมการผู้จัดการ สายงานวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย กล่าวว่า หุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ถูกแรงเทขายอย่างหนัก เป็นผลจากการปรับพอร์ตของนักลงทุน ที่โยกจากหุ้นธนาคารไปลงทุนในหุ้นกลุ่มพลังงาน หลัง ธปท.ลดดอกเบี้ยนโยบายถึง 2 ครั้ง







