
สปช.เสนอตั้งคณะกรรมการคัดอธิบดี-ผู้ว่าฯ
สปช. ถกปฏิรูปบริหารราชการ ชงตั้งคณะกรรมการคัดอธิบดี-ผู้ว่า กันนักการเมืองแทรกแซง หนุนโอนภารกิจจากส่วนกลางไปท้องถิ่น
สปช. ถกปฏิรูปบริหารราชการ ชงตั้งคณะกรรมการคัดอธิบดี-ผู้ว่า กันนักการเมืองแทรกแซง หนุนโอนภารกิจจากส่วนกลางไปท้องถิ่น
เมื่อวันที่ 6 พ.ค. สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) พิจารณาวาระปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งมี นายธีรยุทธ์ หล่อเลิศรัตน์ เป็นประธาน กมธ.ฯ ในวาระที่ 3 การปรับปรุงโครงสร้างอำนาจส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น และวาระที่ 5 การเพิ่มประสิทธิภาพของการบริหารราชการ ดังนี้
สาระสำคัญของการปรับปรุงโครงสร้างอำนาจราชการแต่ละส่วน เริ่มจาก การปฏิรูปโครงสร้างการบริหารราชการแผ่นดิน คือ การกำหนดขอบเขตอำนาจหน้าที่และความสัมพันธ์ระหว่างราชการบริหารส่วนกลาง ภูมิภาค และท้องถิ่น ได้แก่ 1. การบริหารราชการส่วนกลาง มีบทบาทในการกำหนดยุทธศาสตร์ นโยบาย และกำกับประเมินผล เท่านั้น ทั้งนี้ปัจจุบันได้มีการจัดตั้งหน่วยงานส่วนกลางไปปฏิบัติหน้าที่ในส่วนภูมิภาคจำนวนมาก จึงเสนอให้กำหนดแนวทางปฏิบัติชัดเจนว่า "ให้มีการยุบเลิกหรือปรับลดหน่วยงานของราชการบริหารส่วนกลางที่ไปตั้งอยู่ในภูมิภาคที่ไม่สามารถโอนภารกิจไปยังองค์กรบริหารส่วนท้องถิ่นได้ ให้เหลือเพียงเท่าที่จำเป็นการปฏิบัติภารกิจ"
2. ราชการบริหารส่วนภูมิภาค มีหน้าที่ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์จากส่วนกลาง จัดทำแผนพัฒนา "กลุ่มจังหวัด" รวมถึงพัฒนาบุคลากรขององค์กรปกครองให้มีขีดความสามารถพร้อมที่จะรับการถ่ายโอนภารกิจจากส่วนราชการ และ 3. ราชการบริหารส่วนท้องถิ่น มีหน้าที่ปฏิบัติการในภารกิจพื้นฐาน เช่น การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของชุมชน การศึกษา และการสาธารณสุข ฯลฯ รวมถึงภารกิจที่ได้รับการถ่ายโอนจากราชการบริหารส่วนกลาง ทั้งนี้องค์กรปกครองท้องถิ่นขนาดใหญ่สามารถจัดเก็บภาษี หารายได้ และก่อหนี้ได้ภายใต้ระเบียบที่ส่วนกลางกำหนด
ทั้งนี้จะต้อง ปฏิรูปโครงสร้างอำนาจของราชการทั้ง 3 ส่วน ในข้างต้น ซึ่งมีประเด็นสำคัญที่เร่งดำเนินการ อาทิ 1. สร้างความร่วมมือระหว่างข้าราชการกับภาคเอกชนและประชาชน เพื่อความสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและสังคม เช่น ยุบเลิกภารกิจที่ไม่จำเป็น ข้าราชการร่วมกับเอกชน(PPP : Public - Private Partnership)หรือประชาชนในการดำเนินภารกิจ หรือข้าราชการมอบให้เอกชนดำเนินการแทน เป็นต้น 2. ภารกิจที่ถูกโอนถ่ายจากข้าราชการส่วนกลาง จะต้องโอนไปพร้อมกับบุคลากรและงบประมาณตามระยะเวลาที่กำหน 3. ส่งเสริให้เกิด "รัฐบาลที่เปิดสู่พลเมือง" (Open Government) คือ รัฐจัดช่องทางที่จะสื่อสารกับประชาชน และ 4. ข้าราชการส่วนกลางมอบอำนาจในการบริหารให้กับผู้ว่าราชการจังหวัด เพื่อความเป็นเอกภาพในการาบริหารระดับจังหวัด
นอกจากนั้นแล้วจะต้อง ปฏิรูปโครงสร้างกระทรวง ทบวง กรม โดยการนำหลัก The Market Mode คือการลดขนาดภาครัฐให้เล็กลงและผ่อนคลายกฎเกณฑ์ต่างๆ และบูรณาการภารกิจกับหน่วยงานอื่น ขณะเดียวกันก็นำหลัก The Participatory Stare คือการเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งกำหนดให้มีการปฏิรูป 7 ประเด็น คือ 1. กระทรวง ทบวง กรม มุ่งขับเคลื่อนภารกิจที่แท้จริงของรัฐเท่านั้น ส่วนภารกิจรองควรถ่ายโอนไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 2. ให้ความสำคัญกับภารกิจที่เป็น "บริการสาธารณะ" และกำกับคุณภาพของภารกิจอื่นที่โอนถ่ายไปยังหน่วยงานอื่น 3. จัดโครงสร้างองค์กรให้เกิดความคุ้มค่า (Rightsizing) 4. กำหนดแนวทางในการยุบเลิกหรือปรับลดหน่วยงานของส่วนกลางที่ตั้งอยู่ในภูมิภาค 5. เร่งรัดให้กระจายอำนาจไปยังองค์กรปกครองท้องถิ่น โดยการถ่ายโอนภารกิจพร้อมกับบุคลากรและงบประมาณตามเวลาที่กำหนด 6. มอบอำนาจในการตัดสินให้กับผู้ว่าราชการจังหวัดในการแก้ไขปัญหาในจังหวัด เพื่อความสะดวกและรวดเร็ว 7. ส่งเสริมให้จัดตั้ง "รัฐบาลที่เปิดสู่พลเมือง" (Open Government)
หลักการสุดท้ายคือ การปฏิรูประบบบริหารงานบุคคลภาครัฐ คือสนับสนุนให้มี "คณะกรรมการทำหน้าที่คัดเลือกบุคคลที่เหมาะสมดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงหรือหัวหน้าส่วนราชการที่เทียบเท่าปลัดกระทรวง" (สอดคล้องกับหลักการที่บัญญัติไว้ในร่างรัฐธรรมนูญที่บัญญัติให้คณะกรรมการดำเนินการแต่งตั้งข้าราชการระดับสูงโดยระบบคุณธรรม) รวมถึงเสนอให้มี "คณะกรรมการคัดกรองและแต่งตั้งหัวหน้าส่วนราชการระดับกรมหรือเทียบเท่าโดยเป็นไปตามระบบคุณธรรม" เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการครอบงำหรือแทรกแซงจากฝ่ายการเมือง
นอกจากนั้น กมธ.ปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน ยังได้นำเสนอการปฏิรูปวาระที่ 5 การเพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพบริหารงานของภาครัฐ ซึ่งวางเป้าหมายในการยกระดับประสิทธิภาพการบริหารงานรัฐ โดยเฉพาะการลดค่าใช้จ่ายงบปราณเกี่ยวกับบุคลากรภาครัฐไม่ให้เกิน 3% จากปัจจุบันที่ใช้งบประมาณ 7.1% ของจีดีพี การจัดลำดับความสำคัญและบริหารการคลังของชาติเป็นไปตามยุทธศาสตร์ ปรับปรุงกฎหมาย และส่งเสริมให้หน่วยงานรัฐปฏิบัติงานและประเมินผลอย่างมีประสิทธิภาพ
ทั้งนี้จำเป็นต้องมีกลไกในการปฏิรูป 6 กลไก คือ 1. การวัดระดับความสามารถขององค์กรให้รู้ถึงจุดอ่อนและจุดแข็ง 2. จัดมาตรฐานความสามารถและยกระดับมาตรฐานให้สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยจำแนกมาตรฐาน 3 ประเภท คือ มาตรฐานเพื่อความดีเลิศ มาตรฐานพื้นฐาน และมาตรฐานเพื่อการปรังปรุง 3. การปรับปรุงตนเองเพื่อยกระดับมาตรฐานให้สูงขึ้น โดยการจูงใจในทางบวกหรือทางลบ 4. การเสริมพลัง เพื่อส่งเสริมให้เกิดการยกระดับ เช่น การให้รางวัลตอบแทนโดยตรง การเสริมพลังทางบวก ลดแรงต้านระเบียบที่ไม่จำเป็น การประกาศเกียรติคุณ และตั้งเงื่อนไขปรับปรุงงาน เป็นต้น 5. กำหนดให้มีที่ปรึกษา (Consultant) หรือหมอองค์การ เพื่อชี้แนะการแก้ปัญหาขององค์กรและยกระดับมาตรฐานให้สูงขึ้น และ 6. การตรวจประเมินภายในที่กระทำโดยองค์กรเอง และการตรวจประเมินภายนอกโดยองค์กรที่สามารถรับรองผลการประเมินที่เชื่อถือได้
อย่างไรก็ตามที่ประชุม สปช. ได้รับทราบแนวทางปฏิรูปของ กมธ. ฯ เพื่อที่จะได้ผลักดันการปฏิรูปและปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป







