posttoday
อุ้มเอสเอ็มอีเหนื่อย มาตรการมาก แต่ไม่ออกผล

อุ้มเอสเอ็มอีเหนื่อย มาตรการมาก แต่ไม่ออกผล

06 พฤษภาคม 2558

โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง

โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง

ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีจำนวนหลายล้านรายของไทย ถือเป็นภาคส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย เพราะมีธุรกรรมทางธุรกิจมหาศาลและมีการว่าจ้างแรงงานจำนวนมาก

อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจชะลอตัว ทำให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีจำนวนมากล้มทั้งยืน ผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อยต้องปิดกิจการเลิกจ้างแรงงานไปจำนวนมาก

ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีได้รับผลกระทบตั้งแต่การขึ้นค่าแรง 300 บาท/วัน ผสมกับปัญหาการเมืองภายในประเทศกระทบกับการค้าขาย เศรษฐกิจโลกที่มีปัญหาทำให้การส่งออกของไทยขยายตัวได้ต่ำและติดลบในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา กระทบต่อผู้ประกอบการเอสเอ็มอีอย่างรุนแรง

ที่ผ่านมา ทุกรัฐบาลพยายามหามาตรการช่วยผู้ประกอบการเอสเอ็มอีต่อเนื่อง แต่ส่วนใหญ่เป็นมาตรการเบี้ยหัวแตก ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเข้าไม่ถึง และหลายมาตรการเป็นการแก้ไขปัญหาที่ไม่ตรงจุด

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด เมื่อตอนขึ้นค่าแรง 300 บาท/วัน เมื่อหลายปีที่ผ่านมา มีการออกมาตรการลดภาษีนิติบุคคลบรรเทาผู้ประกอบการเอสเอ็มอี แต่ปรากฏว่าผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบรายจ่ายเพิ่ม ไม่มีกำไร ไม่ต้องเสียภาษีอยู่แล้ว จึงไม่ได้ประโยชน์จากมาตรการนี้

นอกจากนี้ มาตรการสินเชื่อให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีมีทุนหมุนเวียนมากขึ้นก็ดำเนินการได้ไม่มีประสิทธิภาพ เพราะธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์) มีปัญหาหนี้เสียจำนวนมาก ทำให้ฐานะไม่แข็งแรงพอจะปล่อยกู้

ในปัจจุบันรัฐบาลรู้ดีว่าผู้ประกอบการเอสเอ็มอียังมีปัญหาสาหัส ทั้งเศรษฐกิจไทยที่ชะลอตัว เศรษฐกิจโลกอ่อนแอ กระทบกับการส่งออกเสี่ยงขยายตัวติดลบ กลายเป็นคลื่นสึนามิซัดใส่ผู้ประกอบการเอส
เอ็มอีให้อยู่ยากมากขึ้น เห็นได้ชัดว่าธนาคารพาณิชย์ทุกแห่งแทบจะไม่ปล่อยสินเชื่อให้เอสเอ็มอีรายที่อ่อนแอหรือเอสเอ็มอีเกิดใหม่เพราะกลัวหนี้เสีย

ดังนั้น การช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีจึงตกหนักหน่วยงานของรัฐบาล โดยเฉพาะสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ ทั้งเอสเอ็มอีแบงก์และบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.)

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลชุดปัจจุบันออกมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อย แต่ก็ยังประสบปัญหาเดิมคือ มาตรการที่ออกมายังไม่สามารถช่วยผู้ประกอบการเอสเอ็มอีได้อย่างที่ควรเป็น

ที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติมาตรการลดภาษีเงินได้นิติบุคคลให้แก่เอสเอ็มอี มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2558 ทำให้ผู้ประกอบการที่มีทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้านบาท และมีรายได้จากการขายสินค้าไม่เกิน 30 ล้านบาท/ปี กำไรสุทธิช่วง 3 แสน-3 ล้านบาท จะเสียภาษีอัตรา 15% และกำไรสุทธิมากกว่า 3 ล้านบาทขึ้นไป เสียภาษี 20% โดยกระทรวงการคลังประเมินว่ามีผู้ประกอบการ คาดจะประมาณ 3 หมื่นรายได้ประโยชน์ และรัฐสูญเสียรายได้ประมาณ 1,900 ล้านบาท/ปี

จากตัวเลขจะเห็นว่าผู้ประกอบการที่ได้ประโยชน์มีจำนวนน้อยมาก เมื่อเทียบกับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่คาดว่ามีอยู่ถึง 3 ล้านราย หรือมีเอสเอ็มอีที่ได้ประโยชน์แค่ 1% เท่านั้น เหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะผู้ประกอบการเอสเอ็มอีส่วนใหญ่ที่มีปัญหาตอนนี้ ล้วนมีผลประกอบการขาดทุน ทำให้ไม่ได้ประโยชน์จากมาตรการภาษี แม้ว่าจะมีการลดหย่อนให้เพิ่ม

สำหรับมาตรการนิรโทษภาษีให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เพื่อให้เข้ามาอยู่ในระบบภาษีจะได้เข้าถึงมาตรการช่วยเหลือต่างๆ ได้มากขึ้นก็ได้รับการปฏิเสธจากภาครัฐ เนื่องจากกลัวเป็นช่องมหกรรมหลีกเลี่ยงภาษีครั้งใหญ่

ในด้านมาตรการปล่อยสินเชื่อ แม้ว่าเอสเอ็มอีแบงก์จะฟื้นฟูฐานะได้ดีขึ้น แต่การเร่งปล่อยสินเชื่อให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีได้ไม่เต็มที่ ถึงแม้ว่าจะเน้นปล่อยสินเชื่อให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีรายละไม่เกิน 15 ล้านบาท และมีการตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อในปีนี้ 4 หมื่นล้านบาท แต่ก็ยังครอบคลุมผู้ประกอบการเอสเอ็มอีจำนวนไม่มาก

นอกจากนี้ ครม.ยังอนุมัติให้เอสเอ็มอีแบงก์ปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำวงเงิน 1.5 หมื่นล้านบาท ให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ในอัตราดอกเบี้ย 3% และรัฐบาลจะชดเชยให้ 4% แต่มาตรการดังกล่าวก็ยังอยู่ที่ขั้นตอนปฏิบัติยังเดินหน้าได้ไม่เต็มที่ รวมถึงมาตรการให้ บสย. ค้ำประกันสินเชื่อให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเพิ่มอีก 5 หมื่นล้านบาท แต่วงเงินค้ำจริงทำได้น้อย เนื่องจากยังติดปัญหาแบงก์พาณิชย์ไม่ปล่อยกู้ให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ทำให้การตั้งวงเงินค้ำประกันไว้สูงเท่าไรก็ไม่มีประโยชน์ ที่สำคัญรัฐบาลประเมินว่าทั้งสองมาตรการนี้จะต่อลมหายใจให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีประมาณ 4 หมื่นราย ซึ่งถือว่าเป็นจำนวนไม่มาก

ขณะที่มาตรการร่วมทุน โดยเอสเอ็มอีจะเป็นทั้งผู้ร่วมทุนเองและหาเอกชนมาร่วมลงทุน ก็เป็นการร่วมลงทุนกับผู้ประกอบการเฉพาะกลุ่มที่มีนวัตกรรมเท่านั้น ซึ่งยิ่งตีกรอบในการช่วยผู้ประกอบการเอสเอ็มอีให้แคบลงไปอีก

การช่วยผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ในบางด้านรัฐบาลก็ยังทำน้อยเกินไป เช่น การหาตลาดให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี โดยเฉพาะตลาดการส่งออกให้กับผู้ประกอบการเพิ่มขึ้น ก็เป็นเรื่องสำคัญเพื่อให้ผู้ประกอบการขายสินค้าได้มากขึ้น เพราะหากผลิตสินค้ามาแล้วขายไม่ได้มาตรการที่ออกมาก็ไม่มีผล

แต่สภาพการแก้ปัญหาการส่งออกของไทยตอนนี้ รัฐบาลก็ดูเหมือนมืดแปดด้าน การส่งออกที่คาดว่าจะขยายตัวได้ 4% ก็ปรับลดลงเหลือ 1.4% แต่คาดว่าหากสภาพการณ์ยังเป็นเช่นนี้ ไม่มีมาตรการที่เป็น
รูปธรรมออกมาแก้ไขปัญหาการส่งออก คาดว่าทั้งปีการส่งออกของไทยจะขยายตัวติดลบ ปิดทางการหาตลาดใหม่ให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเพิ่มขึ้น

สภาพการณ์ที่ไม่เอื้อทั้งภายในและภายนอกประเทศ ทำให้มาตรการที่ออกมาจำนวนมากเพื่อช่วยผู้ประกอบการเอสเอ็มอีจึงยังเป็นกระสุนด้าน ยังไม่สามารถชุบชีวิตผู้ประกอบการเอสเอ็มอีได้มากอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน และเป็นความเสี่ยงกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยมากขึ้น

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท