
ร่าง PDP 2015 พุ่งเป้าหมาย กระจายเชื้อเพลิงให้สมดุลมากขึ้น
โดย...อลิษา แต้มประเสริฐ
โดย...อลิษา แต้มประเสริฐ
เมื่อวันที่ 28 เม.ย. 2015 สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เปิดสัมมนารับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าฉบับใหม่ (PDP 2015) ซึ่งเสนอให้มีการลดการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติลง โดยหันไปพึ่งพาถ่านหิน พลังงานหมุนเวียน และการนำเข้าไฟฟ้าจากต่างประเทศให้มากขึ้น
นอกจากนี้ ยังปรับลดความต้องการใช้ไฟฟ้าของประเทศลงจากสองปัจจัยหลัก คือ แนวโน้มการชะลอตัวลงของ GDP ไทย และการกระตุ้นการประหยัดพลังงาน โดยมีการคาดว่าร่าง PDP 2015 จะมีการนำเสนอต่อคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ภายในวันที่ 14 พ.ค.นี้
ข้อมูลจากกระทรวงพลังงานระบุว่า แผน PDP 2015 คำนวณจากสมมติฐานจีดีพีเฉลี่ย 3.94% ต่อปี โดยแผนนี้จัดทำควบคู่ไปกับแผนอนุรักษ์พลังงานที่กำหนดว่า ใน 20 ปีจะลดการใช้พลังงาน 10,000 เมกะวัตต์ หรือประมาณ 89,672 ล้านหน่วย แผนพลังงานทดแทน 20% ของการใช้พลังงานทั้งหมด หรือมีกำลังผลิตรวม 19,635 เมกะวัตต์
ตามแผนพีดีพีประเมินว่า การใช้ไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้นเท่าตัวในปลายแผนหรือจะมีกำลังผลิตกว่า 70,410 เมกะวัตต์ ซึ่งจะมีการกระจายเชื้อเพลิงเพื่อลดความเสี่ยงในการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติมากที่สุด การใช้ก๊าซจะลดจากปี 2557 อยู่ที่ 64% เหลือ 30-40% ถ่านหินเพิ่มจาก 20% เป็น 20-25% พลังน้ำจากต่างประเทศเพิ่มจาก 7% เป็น 15-20% พลังงานหมุนเวียนเพิ่มจาก 8% เป็น 15-20% นิวเคลียร์ 0-5% ซึ่งตามแผนคาดว่าค่าไฟฟ้าปี 2579 อยู่ที่ 5.50 บาท/หน่วย
แผนดังกล่าวจะมีโรงไฟฟ้าใหม่ที่จะเข้าระบบปี 2568-2579 จะเป็นโรงไฟฟ้าถ่านหิน 9 โรง 7,365 เมกะวัตต์ ก๊าซธรรมชาติ 15 โรง 17,478 เมกะวัตต์ นิวเคลียร์ 2 โรง 2,000 เมกะวัตต์ กังหันแก๊ส 5 โรง 1,250 เมกะวัตต์ โคเจนเนอเรชั่น 4,052 เมกะวัตต์ พลังงานหมุนเวียน 12,205 เมกะวัตต์ พลังน้ำสูบกลับ 2,101 เมกะวัตต์ ซื้อต่างประเทศ 11,016 เมกะวัตต์ รวมกำลังผลิต 57,467 เมกะวัตต์ แบ่งเป็นโครงการใหม่ 30,713 เมกะวัตต์ และโครงการผูกพันแล้ว 26,754 เมกะวัตต์
การหันไปพึ่งพาการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินและพลังงานหมุนเวียนทำให้ต้องคำนึงถึงความเสี่ยงจากแรงต่อต้านและผลกระทบต่อระบบไฟฟ้า การผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินจัดเป็นหนึ่งในเชื้อเพลิงที่มีราคาถูก แม้จะมีต้นทุนที่สูงขึ้นจากการปรับเปลี่ยนไปใช้เทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้นแล้วก็ตาม
อย่างไรก็ดี ประชาชนหลายฝ่ายยังคงต่อต้าน ซึ่งอาจทำให้โครงการล่าช้า หรือไม่สามารถเกิดขึ้นได้ ขณะที่การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนถือเป็นการใช้พลังงานเชื้อเพลิงที่หาได้ภายในประเทศ แต่ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในปัจจุบันยังคงสูงกว่าพลังงานแบบดั้งเดิม และมีอุปสรรคสำคัญที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อการบริหารจัดการระบบไฟฟ้าได้ เนื่องจากกระแสไฟมีความผันผวนและไม่สามารถผลิตไฟฟ้าได้ตลอดวัน
นอกจากนี้ การเพิ่มกรอบการนำเข้าไฟฟ้าจากต่างประเทศยังมีข้อจำกัด และมีความไม่แน่นอนสูง แผน PDP 2015 มีการเพิ่มเป้าหมายการนำเข้าไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้นถึง 10,000 เมกะวัตต์ ในขณะที่เศรษฐกิจประเทศเพื่อนบ้านมีแนวโน้มเติบโตสูง โดยเฉพาะพม่าซึ่งเพิ่งเปิดประเทศ หรือกัมพูชาที่กำลังพัฒนาภาคอุตสาหกรรม รวมไปถึงลาวที่มีการก้าวสู่ความเป็นสังคมเมืองอย่างรวดเร็ว
ประเทศเหล่านี้ยังมีนโยบายการเพิ่มการเข้าถึงไฟฟ้าของประชาชนในประเทศอีกด้วย ซึ่งทำให้ความต้องการใช้ไฟฟ้ามีแนวโน้มเร่งตัวขึ้นมากจากปัจจุบัน
ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ยอดการใช้ไฟฟ้าของประเทศเหล่านี้เพิ่มสูงขึ้นระดับ 10% ต่อปีแล้ว ดังนั้นไทยอาจมีข้อจำกัดในการบรรลุเป้าหมายการนำเข้าไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้านเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม แผน PDP 2015 ยังคงเปิดโอกาสการลงทุนในโรงไฟฟ้าใหม่ราว 30,700 เมกะวัตต์ โดยจะเกิดขึ้นในช่วงท้ายของแผน และอาจมีการแข่งขันที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้แผน PDP 2015 ยังคงเปิดโอกาสการลงทุนในโรงไฟฟ้าเพิ่มเติม ถึงแม้จะมีการปรับลดคาดการณ์การใช้ไฟฟ้า
ทั้งนี้ โรงไฟฟ้ากลุ่มนี้จะเข้าสู่ระบบในช่วง 10 ปีท้ายของแผน หรือช่วงปี 2026-2036 โดยราว 40% ของโครงการใหม่จะเป็นโครงการพลังงานหมุนเวียน โดยเฉพาะจากพลังงานแสงอาทิตย์และชีวมวล ตามมาด้วยการนำเข้าไฟฟ้าราว 25% ขณะที่ถ่านหินและก๊าซธรรมชาติมีส่วนแบ่งรวมกันเพียง 20% ของเป้าหมายโรงไฟฟ้าใหม่ ซึ่งโครงการใหม่เหล่านี้จะมีการแข่งขันที่สูงขึ้น โดยเฉพาะในโครงการพลังงานหมุนเวียนที่มีการเปลี่ยนนโยบายให้ต้องประมูลและกำหนดเป้าหมายโครงการรายภูมิภาค โดยอาจทำให้บางพื้นที่ เช่น ภาคใต้ มีการแข่งขันที่สูงกว่าภาคอื่น เนื่องจากมีศักยภาพทางด้านเชื้อเพลิงและอุปสงค์ส่วนเกิน
ในขณะที่การแข่งขันการประมูลโรงไฟฟ้าพลังงานแบบดั้งเดิมก็จะเข้มข้นขึ้นเช่นกัน จากโครงการใหม่ที่มีจำนวนจำกัด อีกทั้งจะมีการแข่งขันจากบริษัทในกลุ่มธุรกิจ เช่น ก่อสร้างและเทคโนโลยี ที่หันมาให้ความสนใจธุรกิจผลิตไฟฟ้า เนื่องจากมีรายได้ที่คงที่และมีความเสี่ยงด้านอุปสงค์ค่อนข้างต่ำ
หากแผน PDP 2015 สามารถบรรลุได้จริง แน่นอนว่าจะสามารถชะลอการเติบโตของราคาค่าไฟฟ้าได้ค่อนข้างมากจากแผนเดิม ในช่วงระยะสั้นถึงกลางราคาน้ำมันโลกที่ตกต่ำจะช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านไฟฟ้าลง
อย่างไรก็ดี เมื่อราคาน้ำมันกลับสู่ระดับปกติ ค่าใช้จ่ายด้านไฟฟ้าจะปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะหากมีการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ LNG มากขึ้น ตามแผนฉบับเดิม เนื่องจาก LNG มีราคาสูง และผันผวนไปตามราคาน้ำมัน ดังนั้นการกระจายการผลิตไฟฟ้าไปสู่เชื้อเพลิงที่มีราคาถูกกว่า จะช่วยทำให้อัตราค่าไฟฟ้าเติบโตช้าลง โดยกระทรวงพลังงานคาดว่า ค่าไฟฟ้า ณ สิ้นแผน หรือปี 2036 จะอยู่ที่ 5.55 บาท/หน่วย หรือเป็นการปรับขึ้นราว 2% ต่อปี เมื่อเทียบกับการเติบโตราว 5% ต่อปี ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา
ขณะที่หากแผน PDP 2015 ไม่สามารถบรรลุได้ตามเป้าหมาย ไทยอาจจำเป็นจะต้องหันกลับมาพึ่งพิงไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติเช่นเดิม ซึ่งจะทำให้ค่าไฟอยู่ในอัตราที่สูงกว่าที่กระทรวงพลังงานคาดการณ์ไว้
ดังนั้น จึงขอให้จับตาโอกาสการลงทุนในธุรกิจระบบไฟฟ้าและอุปกรณ์ไฟฟ้า การเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนให้เป็น 20% จากปัจจุบันที่ 8% เพราะจะต้องมีการลงทุนในระบบไฟฟ้า เพื่อบริหารกระแสไฟฟ้าที่ผันผวนกว่าและกระจายตัวทั่วประเทศมากกว่าเดิม อีกทั้งจะต้องมีการลงทุนในอุปกรณ์ประหยัดไฟฟ้าตามนโยบายประหยัดพลังงาน เช่น การสนับสนุนให้เปลี่ยนไปใช้หลอดไฟ LED เป็นต้น
ขณะเดียวกัน ผลจากการที่ไทยไม่สามารถหลีกเลี่ยงการนำเข้าพลังงานเพื่อผลิตไฟฟ้าได้ และยังมีแนวโน้มต้องนำเข้าพลังงานสูงขึ้นเรื่อยๆ ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา มูลค่าการนำเข้าพลังงานที่ไม่รวมผลิตภัณฑ์น้ำมัน ประกอบด้วย ก๊าซธรรมชาติ (รวมถึง LNG) ถ่านหิน และไฟฟ้า เพิ่มขึ้นราว 9% ต่อปี โดยอัตราการเติบโตนี้มีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการนำเข้าไฟฟ้าที่จะเติบโตสูงขึ้นกว่า 3 เท่า หรือราว 10,000 เมกะวัตต์ เมื่อเทียบกับในปี 2015 ที่มีเพียง 3,000 เมกะวัตต์ ซึ่งการนำเข้าพลังงานที่เติบโตขึ้นนี้จะมีผลกระทบต่อดุลการค้าของไทยมากขึ้นในอนาคต







