
ต้องทำจริง
การยกเอสเอ็มอีเป็นวาระแห่งชาติของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ประกาศไว้ตั้งแต่เดือน ต.ค. 2557 พร้อมบรรจุเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญของรัฐบาล รวมถึงรวมอยู่ในยุทธศาสตร์การจัดทำงบประมาณ ประจำปี 2558 เพื่อผลักดันมูลค่าในเชิงเศรษฐกิจของเอสเอ็มอีให้ได้ 40% ของจีดีพี ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 (พ.ศ. 2555-2559)
การยกเอสเอ็มอีเป็นวาระแห่งชาติของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ประกาศไว้ตั้งแต่เดือน ต.ค. 2557 พร้อมบรรจุเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญของรัฐบาล รวมถึงรวมอยู่ในยุทธศาสตร์การจัดทำงบประมาณ ประจำปี 2558 เพื่อผลักดันมูลค่าในเชิงเศรษฐกิจของเอสเอ็มอีให้ได้ 40% ของจีดีพี ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 (พ.ศ. 2555-2559)
นอกจากนี้ ยังได้อนุมัติงบประมาณตามยุทธศาสตร์เร่งด่วนอีก 726.7 ล้านบาท จากกองทุนส่งเสริมเอสเอ็มอี เพื่อสนับสนุนและพัฒนาผู้ประกอบการ ทั้งการจัดตั้งศูนย์บริการเอสเอ็มอีครบวงจร จัดตั้งศูนย์เรียนรู้ธุรกิจเอสเอ็มอีออนไลน์ และวางเป้าหมายผลักดันให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนนิติบุคคล เข้าสู่ระบบที่ถูกต้องอีก 5 หมื่นราย จากปัจจุบันมีเอสเอ็มอีที่ขึ้นทะเบียนทั่วประเทศ 2.7 ล้านราย
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ผู้ประกอบการต้องการมากที่สุด คือ โครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เพื่อเสริมสภาพคล่องให้ธุรกิจ ในยามที่เศรษฐกิจชะลอตัว การส่งออกมีปัญหา รวมถึงกองทุนร่วมลงทุน เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้ผู้ประกอบการ แต่การดำเนินการในเรื่องดังกล่าวกลับใช้เวลานาน จนผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจอยู่เดิมยิ่งมีปัญหามากขึ้น บางรายเข้าขั้นโคม่า
ตัวแทนผู้ประกอบการออกมากระตุ้นรัฐบาลซ้ำแล้วซ้ำเล่าให้เร่งออกมาตรการช่วยเหลือ โดยเฉพาะสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ จน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ในฐานะประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ต้องออกมานั่งหัวโต๊ะอีกครั้ง เพื่อเร่งขับเคลื่อนมาตรการช่วยเหลือเอสเอ็มอี
หลังจากนั้นกระทรวงการคลังออกมาตรการเป็นแพ็กเกจเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการ ทั้งการนิรโทษกรรม ไม่ตรวจสอบภาษีย้อนหลังกับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่มาขึ้นทะเบียน การลดดอกเบี้ยเงินกู้ การลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคล การตั้งกองทุนร่วมลงทุน การค้ำประกันเงินกู้เพิ่มเติม โดยบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) แต่ถึงวันนี้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอียังไม่สามารถเข้าถึงมาตรการช่วยเหลือต่างๆ จนต้องเข้าพบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพื่อกระตุ้นอีกรอบ
ไม่รู้ว่ามาตรการช่วยเหลือเอสเอ็มอีของรัฐบาลนี้ไปติดอยู่ขั้นตอนไหน แต่ดูแล้วการช่วยเหลือเอสเอ็มอีของรัฐบาลนี้ ช่างสวนทางกับการออกมาประกาศว่า จะยกเอสเอ็มอีเป็นวาระแห่งชาติ แนวนโยบายต่างๆ ไม่เห็นความช่วยเหลือที่เป็นรูปธรรม ขณะที่เอสเอ็มอีรอวันตายเพิ่มขึ้น ยิ่งโอกาสทางการค้าใหม่จากการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) กำลังใกล้เข้ามา แต่ดูเหมือนว่าเอสเอ็มอีไทยยังไม่มีความพร้อมสำหรับการแข่งขันนี้เลย
ดังนั้น รัฐบาลควรเร่งแก้ไขปัญหาให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีอย่างเร่งด่วน ต้องทำจริง และทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ความสำคัญในการช่วยเหลือผู้ประกอบการสมกับที่ยกเอสเอ็มอีเป็นวาระแห่งชาติ







