posttoday
ในดินแดนแห่งดอกท้อ

ในดินแดนแห่งดอกท้อ

27 มิถุนายน 2553

 

กรกิจ ดิษฐาน

 

ในวันย่ำสนธยาก่อนการมาถึงของคืนขึ้น 12 ค่ำ เดือน 7 นักเดินทางผู้ไร้เข็มแม่เหล็กกำหนดทิศทางชีวิตและเส้นทางรอนแรม เดินทางมาถึงเมืองเล็กๆ ในโอบล้อมของหุบเขาภาคเหนือของประเทศ เมืองที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นรัฐเจ้าฟ้าอิสระในอาณัติของนครรัฐเชียงของและนครรัฐน่าน เมืองที่ครั้งหนึ่งวางตำแหน่งอยู่บน China Road เส้นทางยุทธศาสตร์สมัยสงครามโลกและสงครามอินโดจีน เมืองที่ครั้งหนึ่งถูกทอดทิ้งไว้ในความทุรกันดาร และเมืองที่วันนี้กลายเป็นดินแดน Utopia สำหรับนักเดินทางหนุ่มสาวจากตะวันตกผู้แสวงหา “พรมแดนที่ไร้การพิชิต”

เมืองสิง คือ สถานที่แห่งนั้น เมืองเล็กๆ กลางที่ราบหุบเขา เมืองที่เคยเป็นอะไรหลายๆ อย่างสำหรับหลายๆ คน กลับไม่เป็นอะไรสักอย่างในความรู้สึกของนักเดินทางนิรนาม ผู้พลัดเข้ามาระหว่างการหนีความจริงอันโหดร้ายที่กำลังไล่ล่าผู้คนในบางดินแดน

เมืองสิงไม่มีอะไรมากไปกว่าความเงียบสงัดของเมืองที่ผู้คนหลากเผ่าดำรงอยู่ร่วมกันฉันท์พี่น้อง ราวกับเป็นเผ่าพันธุ์เดียวกัน ไตลื้อ คือส่วนประกอบหลักทางเชื้อชาติ และมีไม่น้อยเป็นชาวไทดำ อาข่า ม้ง และเผ่าโลโล รวมถึงชาวลาวลุ่มจากเมืองใหญ่ และชาวจีนผู้ดั้นด้นมาแสวงโชคในต่างแดน

แม้เมืองเล็กๆ อาจไม่สามารถให้คำตอบแก่นักเดินทางผู้ว้าวุ่น แต่ที่ดาดฟ้าของ “เฮือนพัก” อาคารสูง 3 ชั้น ในช่วงปลายยุคแห่งการครอบครองโดยเจ้าอาณานิคมฝรั่งเศส นักเดินทางพบทิวทัศน์งดงามจนยากจะละสายตา ปราการธรรมชาติความสูงจากระดับน้ำทะเล 1,0002,000 เมตร ที่กางกั้นเมืองสิงจากโลกภายนอก ทิวเขาห่มคลุมด้วยป่าบริสุทธิ์ของเขตป่าสงวนหลวงน้ำทาราวกับผืนกำมะหยี่สีมรกต ตัวเมืองทอดยาวไปตามเส้นทางดั้งเดิมของ China Road วางขนานไว้ด้วยเรือนแบบไตลื้อ เรือนแถวทรงโคโลเนียล ตึกแถวพาณิชย์ร่วมสมัย บ้านไม้อายุคราวปู่ และหอคำ ตำหนักที่ประทับเดิมของเจ้าฟ้าเมืองสิง ที่มุมปลายสุดของถนนสายหลัก

ผู้คนในไม่จำเป็นต้องแย้มยิ้มออเซาะนักท่องเที่ยว เพราะยิ้มของพวกเขาผลิแย้มจากหัวใจ และพร้อมที่จะแบ่งปันสิ่งที่เราผู้มาเยือน “ขาดเหลือ” แต่พบได้ ณ สถานที่อันสงบรำงับแห่งนี้

นั่นคือ ไมตรีจิตอย่างล้นเหลือแด่คนแปลกหน้า และชีวิตที่สลัดตัวเองจากการเอารัดเอาเปรียบกันและกัน

มีท้องทุ่งสุดลูกหูลูกตาคอยเติมเต็มความหิวโหย มีลำธารที่ไม่เคยเหือดแห้ง มีภูดอยสูงตระหง่านห่อคลุมยอดไว้ด้วยเมฆขาวอยู่ชั่วนาตาปี เป็นภาพจิตรกรรมที่มีชีวิตให้ชื่นชม และลำเนาไพรที่ไม่เคยตระหนี่ที่จะแบ่งปันสมบัติจากธรรมชาติ

ขณะที่ทอดสายตามองดูความเคลื่อนไหวของชีวิตในเมืองสิง ในบางขณะความคิดเขาเผลอนึกถึงวลีหนึ่งในภาษาจีน “เถาหัวหยวน” หรือ “ธารดอกท้อ” อันเป็นคำเปรียบเปรยหมายถึง ดินแดนในอุดมคติที่ไม่มีอยู่จริง ในศัพท์ภาษาตะวันตกที่เรียกว่า Utopia

“ธารดอกท้อ” มีต้นธารมาจากบทกวีชื่อเดียวกันของ เถาหยวนหมิง กวีจีนช่วงศตวรรษที่ 4 ผู้ไม่ยอมสยบต่อความฉ้อฉลของระบอบขุนนาง ถึงกับหันหลังให้เบี้ยหวัดข้าวสารพอยังชีพ ยอมใช้ชีวิตอย่างอดอยากอย่างอหังการ ผันตัวเองมาเป็นกวีผู้หว่านไถ ร่วมชีพกับชาวนาไร่ และรำพันถึงโลกอันปราศจากความอยุติธรรม ในบทกวี “ธารดอกท้อ”

“ธารดอกท้อ” คือ ดินแดนที่กวีซึ่งแทนตัวเองเป็นชาวประมงบ้านนา ได้พลัดหลงเข้าไปดินแดนจินตนาการ ดินแดนที่ซ่อนในปราการภูผา ประดับประดาด้วยดอกท้อบานสะพรั่ง ผู้คนทำการกสิกรรมเลี้ยงตนโดยไม่พึ่งพาโลกภายนอก เป็นอยู่อย่างเท่าเทียม และปราศจากการกดขี่ เป็นดินแดนในฝันที่ “ชาวประมง” ได้แต่เพียงปรารถนาในโลกแห่งความเป็นจริง

เพียงรำพันถึง “ธารดอกท้อ” ในบทกวีสะท้อนความฝัน ที่ไม่อาจแปรเปลี่ยนเป็นรูปธรรม วลี นี้จึงส่อนัยในทางลบสำหรับนักปฏิบัติ หรือเป็นเพียงฉลากตราสำหรับพาดพิงถึงดินแดนงดงามในฝัน ดังเช่นหุบเขาเถาหัวหยวน สถานที่ท่องเที่ยวยุคใหม่มณฑลหูหนาน ของจีน หรือเมืองสิง ของลาว ในสายตาของนักเดินทางร่วมสมัย

แต่ “ธารดอกท้อ” มิใช่เพียงเป็นวลีที่สื่อถึงสังคมเพ้อฝัน แต่ยังสื่อถึงความหวังที่จะใช้ดินแดนแห่งนั้นเป็นแม่แบบเพื่อเปลี่ยนโลกความจริงอันโสมมและอยุติธรรมในสายตาของพวกเขา

เหมือนดัง เหมาเจ๋อตง นักปฏิวัติผู้ยิ่งยง เคยรำพันบทถึงดินแดนแห่งความเท่าเทียมในบทกวี “ขึ้นดอยหลูซาน” ดอยลูกเดียวกับที่กวีเถาหยวนหมิงเคยพำนัก ภายหลังจากที่เหมาเจ๋อตงสร้างความเท่าเทียมให้บังเกิดขึ้นในแผ่นดินจีน

หรือเหมือนดังเจ้าชายอันพยอง แห่งราชวงศ์โชซอนของเกาหลี เคยสุบินถึงธารดอกท้อ จึงโองการให้จิตรกรอันคยอน จรดพู่กันวาดภาพเขียน “สู่ดินแดนแห่งดอกท้อเบ่งบาน” อันเป็นอมตะเพื่อสะท้อนแดนดินอันเป็นเสมือนอุดมคติทางการเมืองของพระองค์ ก่อนที่เจ้าชายจะทรงปราชัยในสมรภูมิแย่งชิงอำนาจทางการเมือง

Utopia ของนักเดินทางหนุ่มยังเป็นสิ่งที่ต้องแสวงหาในยุคสมัยอันโกลาหล อาจเป็นบางทัศนะที่มองเห็นภาพของเมืองสิงและผู้คนในโอบกอดของหุบเขา อาจเป็นบางบรรทัดจากตำรา Utopia ของ เซอร์ ธอมัส มอร์ ผู้แสวงหาความเท่าเทียมที่ไม่อยู่จริงในศตวรรษที่ 16 หรืออาจเป็นบางจังหวะที่ชีพจรลงเท้าพาเขาไปถึงฟาร์มบางเบิด ดินแดน Utopia ในศตวรรษที่ 20 ของ ม.จ.สิทธิพร กฤดากร เพื่อค้นหาสัจธรรมที่ว่า ข้าวปลาที่เป็นของจริงที่สุดในชีวิต ยิ่งกว่าเงินทองหรือของนอกกาย

ในใจกลางหุบเขาเมืองสิง นักเดินทางไม่อาจมองเห็นดอกท้อและสายธาร ในจินตนาการถึงโฉมหน้าในอนาคตของบ้านเกิดเมืองนอน

เมืองสิงไม่มีดอกท้อ มีเพียงตะแบกที่กำลังผลิกลีบขาวอมชมพู คล้ายความบอบบางของดอกท้อ แต่ผู้คนพำนักในดินแดนอันคล้ายกับภาพสะท้อนความฝันงดงามของเถาหยวนหมิง ในความคำนึงนั้นเขาหวนคิดถึงบ้านเกิดและเมืองนอน

บ้านเกิดที่ปราศจากเงาของธารดอกท้อ ในบ้านที่ความเท่าเทียมกำลังถูกตั้งคำถาม ความแร้นแค้นถูกสั่งการให้หยุดนิ่งในฤดูแล้งเข็ญ ความเอื้อเฟื้อเปลี่ยนเป็นความกินแหนง ประชาธิปไตยกำลังกลายเป็นเพียงหลักการ และความปรองดองเป็นเพียงโวหาร

ท่ามกลางม่านเมฆของต้นฤดูฝนเย็นฉ่ำที่เข้าปกคลุม Utopia แห่งเมืองสิง เสียงหัวเราะของผู้คนนานาเผ่าแห่งเมืองกลางหุบเขาต้อนรับการมาเยือนของฤดูกาลแห่งการก่อกำเนิด

นักเดินทางจากกรุงเทพฯ เมืองแห่งความตายภายหลังเพลิงไฟเพิ่งมอดดับลง เฝ้าฝันถึงวันที่ธารดอกท้อจะปรากฏในเมืองที่เขาจากม

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท