posttoday
ดีเอสไอเปิดฉากสอบธุรกรรมแดง8บริษัท

ดีเอสไอเปิดฉากสอบธุรกรรมแดง8บริษัท

27 มิถุนายน 2553

 

โพสต์ทูเดย์ — ดีเอสไอเปิดทางผู้บริหาร 8 บริษัทแจงเส้นทางเงินแดง หากพบกรรมการรู้เห็นถูกดำเนินคดีแน่

พ.ต.ท.เฉลิมชนม์ อุณหเสรี พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ปฏิบัติราชการ สำนักงานอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เปิดเผยว่า พนักงานสอบสวนได้มีการเชิญกรรมการผู้จัดการ ประธานกรรมการหรือกรรมการผู้มีอำนาจของนิติบุคคลจำนวน 8 บริษัท มาชี้แจงความเคลื่อนไหวทางการเงินพร้อมหลักฐาน ในวันจันทร์ที่ 28 มิ.ย.นี้ หากพบความผิดปกติของธุรกรรมก็อาจมีการสั่งให้ชี้แจงเพิ่ม

พ.ต.ท.เฉลิมชนม์ กล่าวว่า แม้บางบริษัทมีกรรมการและสถานที่ตั้งเดียวกัน แต่ในทางกฎหมายถือเป็นคนละนิติบุคคล และถ้าพบความผิด เช่น ไม่ปฏิบัติตามวัตถุประสงค์ในการจดทะเบียน ก็ต้องพิจารณาว่าผู้จัดการหรือกรรมการมีส่วนเกี่ยวข้องหรือยินยอมให้ใช้บริษัทกระทำผิดหรือไม่ ซึ่งสุดท้ายการดำเนินคดีก็จะแยกกัน

8 บริษัทที่จะต้องรายงานตัวที่ดีเอสไอวันที่ 28 มิ.ย. อาทิ บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น บริษัท เวิร์ธซัพพลายส์ และบริษัท บี.บี.ดี.ดีเวลลอปเม้นท์ เป็นต้น , บริษัท บี.พี.พร็อพเพอร์ตี้ , บริษัทประไหมสุหรี พร้อพเพอร์ตี้ , บริษัทพี.ที.คอร์ปอเรชั่น , บริษัทเอสซีเค เอสเตท และบริษัท เอส ซี ออฟฟิช ปาร์ค

ทั้งนี้ ตามข้อมูลที่ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน(ศอฉ.) ตรวจสอบพบ พบว่า มียอดเงินถอนเข้าออกบริษัทในเครือชินวัตรจำนวนมาก อาทิ บริษัท เวิร์ธซัพพลายส์ ทุนจดทะเบียน 4,600 ล้านบาท มีเงินฝากเข้า 5,898 ล้านบาท มีรายได้รวม 3040 ล้านบาทต่อปี จากนั้นมีการถอนออกไปในจำนวนใกล้เคียงกัน ขณะที่บริษัท บริษัทประไหมสุหรี พร้อพเพอร์ตี้ จดทะเบียนทำธุรกิจให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ มีสินทรัพย์รวม 289 ล้านบาท และมีทุนจดทะเบียน340 ล้านบาท แต่ศอฉ.พบเงินไหลเข้าออก 3,600 ล้านบาท เป็นต้น โดยนายนพดล ปัทะ ที่ปรึกษากฎหมายประจำตัวพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี บอกว่าเงินส่วนใหญ่นำไปลงทุนและใช้หนี้ หลังถูกอายัดเงินหลังเหตุการณ์ 19 ก.ย. 2549

แหล่งข่าวจากผู้สอบบัญชี เปิดเผยว่า ดีเอสไอควรตรวจสอบว่าเงินไหลเข้าออกจำนวนมากของบริษัทในเครือข่าย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มีวัตถุประสงค์อะไร เพราะถือว่าผิดสังเกต เนื่องจากบริษัทเหล่านี้มีรายได้ไม่มาก แต่กลับมีเงินฝากเข้าสูงนับพันล้านบาท ขณะที่สินทรัพย์และทุนจดทะเบียนของบริษัทมีมูลค่าสูงอยู่แล้ว แทบไม่จำเป็นต้องกู้เงินด้วยซ้ำ

“ถ้าทุนจดทะเบียนและสินทรัพย์ใกล้เคียงกันแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องกู้ยืมเงิน” ผู้สอบบัญชีระบุ

อย่างไรก็ตาม หากมีการกู้ยืมเงินก็อาจเป็นการกู้ระหว่างบริษัทในเครือเดียวกัน แก้ปัญหาชอตเงินระยะสั้นหรือปัญหาขาดทุน ก็จะลงบัญชีในหมวดเงินกู้ยืมจากบริษัทที่เกี่ยวข้องหรือเงินกู้กรรมการ ซึ่งถ้าสูงเกินกว่าความเป็นจริง ทางหน่วยราชการ เช่น กรมสรรพากร หรือดีเอสไอ ก็ควรตรวจสอบว่านำไปทำอะไร

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท