
จุดเปลี่ยน FDI ของไทย?
เรามาดูแนวโน้มเงินลงทุน FDI ของไทยจากมุมมองของนักลงทุนต่างชาติกันต่อเพื่อจะได้เห็นภาพประเทศไทย
โดย...เสาวณี จันทะพงษ์
เรามาดูแนวโน้มเงินลงทุน FDI ของไทยจากมุมมองของนักลงทุนต่างชาติกันต่อเพื่อจะได้เห็นภาพประเทศไทย
ปัจจุบันประเทศผู้ลงทุนหลักในไทยคือ ญี่ปุ่นรองลงมาคือ อาเซียน สหภาพยุโรป และสหรัฐจากข้อมูล FDI ของประเทศญี่ปุ่นที่ไหลเข้าสู่อาเซียนในช่วงปี 2004-2012 พบว่า เงินลงทุนไหลเข้าไทยมากเป็นอันดับหนึ่ง
รองลงมาคือ อินโดนีเซีย สิงคโปร์ มาเลเซีย กลุ่ม CLMV6 และฟิลิปปินส์ ตามลำดับ
ขณะที่ FDI ที่ไหลเข้าไทยจากประเทศอื่นมีแนวโน้มทรงตัว
ทั้งนี้ เป็นที่น่าสังเกตว่า ในระยะหลังเราเริ่มเห็นนักลงทุนต่างชาติสนใจลงทุนในอินโดนีเซียมากขึ้น โดยเฉพาะนักลงทุนจากญี่ปุ่นและอาเซียน ซึ่งสอดคล้องกับผลการสำรวจของหลายสถาบัน เช่น JBIC Survey, Asian Business Outlook Survey และ World Investment Prospects Survey ที่รายงานว่านักลงทุนจากประเทศญี่ปุ่น สหรัฐ และกลุ่ม Transnational Corporations (TNCs) เห็นว่าประเทศอินโดนีเซียเป็นประเทศที่น่าลงทุน ถึงแม้ว่าจะเผชิญกับปัญหาต้นทุนในการกู้ยืมที่สูงขึ้น
โดยผลการสำรวจของ JBIC ปี 2015 พบว่ามุมมองของนักลงทุนญี่ปุ่นต่อประเทศที่น่าลงทุน5 อันดับแรก ได้แก่ อินเดีย อินโดนีเซีย จีน ไทยและเวียดนาม
ขณะที่ผลการสำรวจของ Asian Business Outlook Survey ในปี 2015 พบว่า 5 ประเทศในอาเซียนที่นักลงทุนสหรัฐมีแนวโน้มจะขยายธุรกิจ ได้แก่ อินโดนีเซีย เวียดนาม พม่า มาเลเซีย และไทย
ส่วน World Investment Prospects Survey ในปี 2013-2015 สำรวจมุมมองของนักลงทุนกลุ่ม TNCs พบว่า ไทยติดอันดับ 8 ของประเทศที่น่าลงทุน รองจากอินเดีย (อันดับ 3) และอินโดนีเซีย (อันดับ 4)
อย่างไรก็ตาม หากพิจารณามุมมองของนักลงทุนต่างชาติที่มีต่อแนวโน้มการลงทุน FDI สรุปได้ 3 ประเด็นสาคัญ คือ
1) เงินลงทุนประเภท FDI มีแนวโน้มไหลเข้าประเทศกำลังพัฒนาเป็นสำคัญ กล่าวคือ 6 ใน 10 ประเทศที่นักลงทุนต่างชาติเห็นว่าน่าลงทุนมากที่สุดอยู่ในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา
2) ภูมิภาคอาเซียนมีความน่าสนใจและจะมีบทบาทมากขึ้นในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า ทั้งด้านศักยภาพของการดำเนินธุรกิจในระดับนานาชาติและความสามารถในการทำกำไร โดยให้เหตุผลว่าเศรษฐกิจในภูมิภาคนี้ฟื้นตัวได้ดี และมีการเร่งพัฒนาและลงทุนในระบบโครงสร้างพื้นฐาน ขณะที่โอกาสของการเติบโตทางเศรษฐกิจของภูมิภาคอื่นค่อนข้างมีจำกัด
3) ระดับการค้าและการลงทุนในภูมิภาคอาเซียนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในช่วง 5 ปีข้างหน้า นักลงทุนต่างชาติเห็นว่า ภูมิภาคนี้มีฐานลูกค้าที่หลากหลาย ต้นทุนการผลิตอยู่ในระดับที่สมเหตุสมผล และระบบการเมืองและภาครัฐมีเสถียรภาพมากขึ้น
ผลการศึกษานี้สามารถประเมินแนวโน้มของขนาดและทิศทางของ FDI ที่ไหลเข้าไทยในระยะข้างหน้า ดังนี้
1) ไทยยังได้รับความสนใจจากนักลงทุนต่างชาติตามศักยภาพการเติบโตของการค้าและการลงทุนในภูมิภาคอาเซียนที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แต่คาดว่าปริมาณของเงินลงทุน FDI ที่ไหลเข้าไทยจะไม่สูงเหมือนในอดีต เนื่องจากปัจจัยดึงจากความสามารถในการแข่งขันของไทยที่ลดลง
2) โครงสร้างเงินลงทุน FDI ส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในภาคการผลิตเพียง 2-3 อุตสาหกรรมหลัก และเป็นการขยายการลงทุนมากกว่าจะเป็นโครงการลงทุนใหม่สะท้อนถึงสาขาอื่นๆ ยังไม่สามารถเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและดึงดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศได้
3) ไทยยังมีจุดแข็งคือ ภาคการผลิตมีส่วนร่วมในห่วงโซ่มูลค่าโลก (Global Value Chain) ในระดับที่ดีและสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มจากการส่งออกแก่เศรษฐกิจภายในประเทศในระดับสูง แต่ยังมีความท้าทายข้างหน้าคือ ไทยจะสามารถรักษาและพัฒนาจุดแข็งในด้านนี้ไว้ได้อย่างไร ท่ามกลางการแข่งขันจากประเทศคู่แข่งในภูมิภาคที่มีระดับการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้น
ผลของการศึกษานี้ยังชี้ให้เห็นนัยทางนโยบาย ถึงจุดเปลี่ยนของเงินลงทุนจากต่างประเทศ ที่ผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ ผู้ประกอบการ และประชาชนทั่วไปในฐานะแรงงานจะต้องกลับมาพิจารณาอย่างจริงจังว่า ทำอย่างไร จึงจะได้รับผลพลอยได้และสามารถถ่ายทอดเทคโนโลยีและพัฒนาประสิทธิภาพการผลิตให้สูงขึ้น
ขณะเดียวกันก็ต้องให้ความสำคัญกับการยืนอยู่บนขาของตัวเองด้วยการยกระดับศักยภาพของเศรษฐกิจภายในประเทศโดยเฉพาะในสาขาอื่นๆ ที่มีการลงทุนFDI น้อย ด้วยการแก้ปัญหาด้านความสามารถในการแข่งขันที่ด้อยลงและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์อย่างเร่งด่วน รวมทั้งสร้างและพัฒนาความรู้และนวัตกรรมของตนเองให้ได้







