ผบ.ทบ.สั่งจัดการเด็ดขาดขบวนการค้ามนุษย์
ผบ.ทบ.สั่งจัดการขบวนการค้ามนุษย์ ไม่ตัองเกรงใจใคร ตั้งแผนยุทธการ และจัดระเบียบชายแดน
ผบ.ทบ.สั่งจัดการขบวนการค้ามนุษย์ ไม่ตัองเกรงใจใคร ตั้งแผนยุทธการ และจัดระเบียบชายแดน
เมื่อวันที่ 5 พ.ค. พ.อ.ปราโมทย์ พรหมอินทร์ โฆษก กอ.รมน.ภาค4 ส่วนหน้า เปิดเผยว่า พล.อ. อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม และ ผบ.ทบ.ในฐานะ รอง ผอ รมน. ซึ่งได้เดินทางลงพื้นที่ จ.สงขลา เพื่อติดตามสถานการณ์และแนวทางในการแก้ปัญหาโรฮิงยา เมื่อวันที่ 4 พ.ค.ที่ผ่านมาได้ สั่งการ 7 ข้อ คือ
1.ให้ทุกส่วนราชการในพื้นที่ช่วยกันแก้ไขปัญหาโรฮิงยา และดำเนินคดีอย่างตรงไปตรงมา ไม่ต้องเกรงใจใคร
2.เรื่องบางเรื่องที่มีผลต่อการติดตามคดีก็ไม่ควรนำไปเปิดเผยผ่านสื่อ ควรนำเสนอเรื่องที่ควรให้ ประชาชนเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง
3.การเปิดแผนยุทธการ จัดระเบียบพื้นที่ชายแดน ตรวจสอบพื้นที่ ต้องดำเนินการโดยเร็วให้เห็นผลเป็นรูปธรรม และมีการดำเนินการในลักษณะเปิดเผย เพื่อให้สังคมทั้งในประเทศและต่างประเทศได้รับรู้ว่า เราดำเนินการแก้ปัญหาอย่างจริงจัง ชัดเจน
4.การตรวจสอบพื้นที่อาจตรวจพบจับกุมโรฮิงยาได้มากขึ้น ให้เตรียมการและพิจารณาที่ควบคุมให้เหมาะสม / ในพื้นที่น่านน้ำให้ กองทัพเรือดำเนินการ
5.ให้ทำการคุ้มครองพยานให้ดี
6.ให้ดำเนินการตามกฎหมายต่อ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หากพบว่ามีส่วนเกี่ยวข้อง เกี่ยวพัน
7.ให้ทุกจังหวัดตรวจสอบพื้นที่พร้อมๆกันควบคุมพื้นที่เป้าหมายที่เพ่งเล็ง รวมทั้งการควบคุมเรือไทยที่มักใช้ในการลำเลียงชาวโรฮิงยาในน่านน้ำ
ด้าน พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษก ทบ. กล่าวว่า พล.อ.อุดมเดช ได้เดินทางไปตรวจภูมิประเทศบริเวณจุดที่ตรวจพบว่าเป็นแหล่งพักชั่วคราวของผู้หลบหนีเข้าเมืองชาวโรฮิงยาใน จ.สงขลา พบว่า แหล่งพักพิงดังกล่าวค่อนข้างอยู่ในที่ๆ ถูกปิดบังมิดชิดจากสภาพภูมิประเทศประเมินว่าการเข้าออกคงต้องใช้ยานพาหะนะผสมการเดินเท้า
จากนั้นเดินทางต่อไปยังศาลากลาง จ.สงขลา เพื่อติดตามความคืบหน้าในทางคดี ที่ปัจจุบันพบมีผู้ต้องสงสัยอยู่จำนวน 6-8คน ซึ่งอาจเป็นผู้มีบทบาทการทำงานในระดับท้องถิ่น ซึ่งคงต้องรอความชัดเจนจากหลักฐานเพิ่มเติม
สำหรับมาตราการปราบปรามต่อไปนี้ให้ทำลักษณะเชิงรุกทั้งงานด้านยุทธการ และงานด้านการข่าว โดยเฉพาะการสืบหาว่ามีการตั้งที่พักลักษณะนี้อีกหรือไม่ถ้าพบดำเนินการให้ถึงที่สุด และได้มีการมอบนโยบายเพิ่มเติม โดยเฉพาะข้อห่วงใยของ นายกรัฐมนตรี ว่าปัญหาเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องกระทบความมั่นคงอย่างร้ายแรงที่ต้องเร่งแก้ไข โดยเฉพาะมีผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศ







